วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551

คุณยายจอมเป๋อ

ทุกค่ำคืน เด็กชายวัยมัธยมต้นกลุ่มหนึ่งจะเดินกลับบ้านด้วยกันหลังจากเตะบอลตอนหลังเลิกเรียน เพราะบ้านอยู่ละแวกเดียวกัน ทางเดินเข้าหมู่บ้านค่อนข้างเปลี่ยวและมืด มีร้านชำ 1 ร้านและมีบ้านคนไม่กี่หลังในซอย หนึ่งในนั้นก็เป็นบ้านของยายสร้อย ซึ่งเป็นที่รู้จักของเด็กๆอย่างดี เพราะคุณยายสร้อยมักจะทำขนมมาแจกให้เด็กๆ รับประทานอยู่เสมอ เด็กๆ จึงรักคุณยายมาก ค่ำวันนี้กลุ่มเด็กชายต้องเดินทางผ่านหน้าบ้านคุณยายสร้อยอีกเช่นเคย เด็กชายคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าคุณยายกำลังก้มๆ เงยๆ เหมือนมองหาอะไรบางอย่างอยู่ใต้เสาไฟฟ้า จึงหยุดเดินเข้าไปถามคุณยายว่า

“สวัสดีครับคุณยาย มีอะไรให้พวกผมช่วยมั้ยครับ”

คุณยาย: ยายทำเข็มตกหายตั้งแต่เย็นแล้ว ป่านนี้ยังหาไม่เจอเลย หลานๆช่วยยายหาเข็มหน่อยนะ

เด็กชาย: ได้ครับคุณยาย

แล้วเด็กชายทั้งหลายก็ช่วยคุณยายหาเข็ม แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ

เด็กชายคนหนึ่งจึงเสนอว่า “งั้นเดี๋ยวผมวิ่งไปซื้อเข็มที่ร้านชำหน้าปากซอยให้คุณยายใหม่นะครับ คุณยายรอสักครู่นะครับ”

เด็กชายคนนั้นวิ่งกลับมาพร้อมกับเข็ม 1 อันและมอบให้คุณยายไป

คุณยาย : ขอบใจจะหลาน

เด็กชาย : งั้นพวกผมขอลานะครับ สวัสดีครับ

************************

ค่ำวันต่อมา กลุ่มเด็กชายเดินผ่านหน้าบ้านยายเหมือนเดิม และเห็นยายทำท่าทางงกๆเงินๆเหมือนหาอะไรอยู่ใต้เสาไฟฟ้าอีกเช่นเคย จึงเดินเข้าไปทักด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

: สวัสดีครับคุณยาย มีอะไรให้พวกผมช่วยมั้ยครับ

คุณยาย: ยายทำเข็มตกหายอีกอันนึงแล้ว ป่านนี้ยังหาไม่เจอเลย หลานๆช่วยยายหาเข็มหน่อยนะ

เด็กชาย: ได้ครับคุณยาย

แล้วเด็กชายทั้งหลายก็ช่วยคุณยายหาเข็ม แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ

เด็กชายคนหนึ่งจึงเสนอว่า “งั้นเดี๋ยวผมวิ่งไปซื้อเข็มที่ร้านชำหน้าปากซอยให้คุณยายใหม่นะครับ เดี๋ยวคราวนี้ผมซื้อเผื่อไว้ให้คุณยาย 2 อันเลย คุณยายรอสักครู่นะครับ”

เด็กชายคนนั้นวิ่งกลับมาพร้อมกับเข็ม 2 อันและมอบให้คุณยายไป

คุณยาย : ขอบใจจะหลาน

เด็กชาย : งั้นพวกผมขอลานะครับ สวัสดีครับ

*************************

ค่ำวันต่อมา กลุ่มเด็กชายเดินผ่านหน้าบ้านยายเหมือนเดิม และเห็นยายทำท่าทางเหมือนหาเข็มอยู่ใต้เสาไฟฟ้าอีกเช่นเคย จึงเดินเข้าไปเพื่อให้ความช่วยเหลือ

เด็กชาย : สวัสดีครับคุณยาย มีอะไรให้พวกผมช่วยมั้ยครับ

คุณยาย : ยายทำเข็มตกหายอีกแล้ว ยายนี่มันแย่จริงๆ ชอบทำเข็มหายอยู่เรื่อยเลย หลานๆช่วยยายหาเข็มหน่อยนะ

เด็กชาย : แล้วคุณยายทำเข็มทั้งสองอันหล่นหายหมดเลยเหรอครับ

คุณยาย : จะ ก็ยายไม่ทันระวังเองล่ะจะ ยายผิดเอง

เด็กชาย : คุณยายไม่ผิดหรอกครับ เดี๋ยวพวกผมช่วยกันหาครับ

คุณยาย : ขอบใจจะหลานๆ

แล้วเด็กชายทั้งหลายก็ช่วยคุณยายหาเข็ม แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ

เด็กชายจึงถามคุณยายว่า “แล้วคุณยายใช้เข็มครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ”

คุณยาย : ช่วงเย็นๆจะ ยายนั่งเย็บผ้าอยู่ในบ้าน แล้วยายก็ทำเข็มหล่นหาย ==

เด็กชาย : แล้วทำไมคุณยายมาหาเข็มตรงนี้ล่ะครับ (เด็กชายยิ้มๆ)

คุณยาย : ยายเห็นว่าในบ้านมันมืดแล้วจะหาเข็มไม่เจอ ยายก็เลยมาหาใต้เสาไฟฟ้านี่แหล่ะ มันสว่างดี

เด็กๆ จึงขำ 555+ แล้วเดินจากไป

********************



.ใช่ เรื่องนี้เมื่อคนทั่วไปมาอ่าน ก็จะนึกขำคุณยายเหมือนเด็กๆพวกนั้นแหล่ะ แต่หารู้ไม่ว่าบางทีพวกเขาเหล่านั้นอาจจะกำลังเป็นอย่างคุณยายคนนี้ก็ได้จึงทำให้หาความสุขไม่เจอซักที มัวแต่ไปแสวงหาความสุขนอกกาย โดยไม่รู้เลยว่าความสุขที่แท้จริงหาได้จากใจของเรานี่เอง การที่คุณยายทำเข็มหายในบ้าน แต่กลับออกมาหานอกบ้านเพราะเห็นว่าใต้เสาไฟฟ้ามันสว่างดี อาจจะช่วยให้คุณยายหาเข็มเจอก็ได้ แน่นอนว่าคุณยายเข็มตรงนั้นไปอีกสิบปีก็คงจะไม่เจอ เป็นเพราะคุณยายกำลังแก้ปัญหาผิดจุด แล้วยิ่งเด็กๆมาช่วยคุณยายแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ครั้งหนึ่ง ก็เลยทำให้คุณยายเข้าใจว่าเมื่อเกิดปัญหาอีก สามารถมาทำแบบนั้นได้เรื่อยๆ แล้วปัญหาก็จะถูกแก้ไป โดยมีได้สอนให้คุณยายรู้ว่าคุณยายควรจะแก้ปัญหาแบบใดและเดินจากไป ซึ่งหากว่าคุณยายทำเข็มหายอีก ก็อาจจะมาหาใต้เสาไฟฟ้าอีกเช่นเคย เพราะคุณยายขาดคนที่จะมาชี้แนะว่าควรจะทำอย่างไรดี



>>>>>>
ถ้าจะเปรียบเทียบกับการเมืองไทยในวันนี้ ทุกฝ่ายก็ต้องการที่จะหาทางออกให้กับประเทศไทย หรือไม่ว่าจะหาทางออกให้กับฝ่ายตัวเองก็ตาม ฝ่ายหนึ่งก็มีเป้าหมายที่มั่นคงมากๆ อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยอมถอย สองฝ่ายไม่ยอมถอยคนละก้าวแล้วมาคุยกัน คนตรงกลางไม่มีที่ว่างให้ยืน ถูกเตะไปฝ่ายโน้นทีฝ่ายนี้ที จนละอาใจ ทั้งหมดทั้งมวลเนื่องมาจากระบบการศึกษาไม่มีประสิทธิภาพ การศึกษาที่ให้แต่คำตอบเรา ไม่ได้ให้เครื่องมือในการคิดหาคำตอบเอง คือไม่ได้สอนให้เราๆคิดเป็น มีมิติในการคิด มีวินัยความซื่อสัตย์ มีความเกรงกลัวต่อบาป ทำให้คนเราหาทางออกให้กับปัญหาไม่ได้ ใช้วิธีการที่ตนคิดว่าดีที่สุดแล้วนำไปสู่จุดหมายปลายที่ตัวเองต้องการ ใช้ความยึดเยื้อชนะความเหนียวแน่น ใช้ความใสซื่อเอาชนะความไม่จริงใจ นำไปสู่หายนะที่ได้ประจักษ์แล้ว ณ ขณะนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องมาร่วมมือกันสร้างเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพให้ชาวเราๆไว้แก้ปัญหาในอนาคตกันเถอะ หวังว่าวันข้างหน้ามันจะดีขึ้นนะ

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ประโยชน์จากการนั่งสมาธิทั้งหลักพุทธศาสน์และวิทยาศาสตร์

ในทางพระพุทธศาสนา
สมาธิ คือ ความสงบ สบาย และความรู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่งที่มนุษย์สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่พระพุทธศาสนากำหนดเอาไว้เป็นข้อควรปฏิบัติ เพื่อการดำรงชีวิตทุกวันอย่างเป็นสุข ไม่ประมาท เต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะและปัญญา

หลวงพ่อธัมมชโย เทศนาว่า "การทำสมาธิคือการทำใจให้หยุดนิ่ง อยู่ภายในกลางกายของเรา หรือการดึงใจกลับเข้ามาสู่ภายใน อยู่กับเนื้อกับตัวของเราในอารมณ์ที่สบาย เป็นการดึงใจที่ซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆในความคิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ธุรกิจการงาน การศึกษาเล่าเรียน เรื่องสนุกสนานเฮฮา หรือเรื่องนอกเหนือจากนั้นก็ตาม"

และหลวงพี่ที่ไปเป็นพระพี่เลี้ยงในค่ายสมาธิ ท่านก็ได้สอนว่าขณะนั่งสมาธิ ใจ จะกลับไปอยู่ ณ ศูนย์กลางกายอีกครั้ง ซึ่งตามปกติแล้ว ใจ จะไม่หยุดนิ่ง แต่จะมี 4 เวลาเท่านั้นที่ ใจ จะกลับไปอยู่ ณ ศูนย์กลางกายโดยอัตโนมัติ 1 คือ ตอนเกิด 2 คือ ตอนก่อนตาย 3 คือ ตอนกำลังจะหลับ 4 คือ ตอนตื่นใหม่ๆ เท่านั้น และการนั่งสมาธิจะทำให้เรามีจิตใจที่สงบและมีความสุขที่แท้จริง

______________________________________________________________
The Science of Meditation จาก Time Magazine
ในสหรัฐอเมริกาคนอเมริกันนับสิบล้านคนนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ เป็นสองเท่าของสิบปีก่อน สถานที่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกา เช่น ที่นิวยอร์คก็เปลี่ยนเป็นที่นั่งสมาธิหลายแห่ง จนคนเรียกย่านนั้นว่าย่านชาวพุทธ (สำหรับเราเอง ตอนเรียนที่Miss Porter's เค้าก็ให้นั่งสมาธิก่อนเข้าคลาสเรียนทุกเช้า) นักกฏหมาย นักธุรกิจ ดาราภาพยนตร์ต่างก็นั่งสมาธิ แม้แต่นักโทษในคุกก็มีห้องนั่งสมาธิ ผู้พ้นโทษมาแล้วจะกลับเข้าคุกน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้นั่ง ฮิลลารี่ คลินตัน ก็ยังพูดถึงสมาธิ และอัล กอร์ ก็นั่งสมาธิด้วย จนทำให้คนไม่เชื่อเรื่องสมาธิกลายเป็นคนกลุ่มน้อยในสหรัฐฯไปแล้ว คนเหล่านี้นั่งสมาธิเพราะสมาธิทำให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย สุขภาพดีขึ้น ชีวิตดีขึ้น ทำให้สร้างความสามัคคีปรองดองให้เกิดขึ้น

การนั่งสมาธิทำให้ร่างกายมีสภาวะเหมือนก่อนจะหลับ แต่ไม่ได้หลับ มีสติรู้ตัวอยู่เสมอ และทำให้จิตใจสดชื่นแจ่มใส สมาธิยังช่วยกำจัดความขัดแย้งภายในจิตใจ ทำให้ในอยู่นิ่งท่ามกลางความสับสนวุ่นวายว่าจะทำอย่างไรดี เมื่อใจอยู่นิ่งแล้วจะทำให้เข้าใจสถานการณ์ต่างๆได้ดีขึ้น ยอมรับมันด้วยความสงบและมีความสุขมากขึ้น


แพทย์แห่งมหาลัยฮาร์วาร์ดแนะนำให้คนไข้นั่งสมาธิเป็นประจำและสม่ำเสมอมากขึ้น เพราะผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์จากการสแกนคลื่นสมองพบว่าสมองจะมีระบบปิดกั้นเรื่องราวต่างๆไม่ให้เข้ามา และไม่ส่งเรื่องเข้าไปย่อยในส่วนลึกของเนื้อสมองอย่างเคย แต่ทำให้ระบบลิมบิคซึ่งเป็นส่วนควบคุมทางด้านอารมณ์และความจำดีขึ้น ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ ลมหายใจ และการเผาผลาญในร่างกายเป็นปรกติ

สมาธิจะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้มากขึ้น สามารถรักษาโรคร้ายแรง โรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เอดส์ มะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคใจสั่น สมาธิยังรักษาจิตใจที่ปั่นป่วนกดดัน สมาธิสั้น วุ่นวาย ไม่อยู่นิ่งอีกด้วย

เห็นประโยชน์ของการนั่งสมาธิแบบนี้แล้ว บางคนอาจจะอยากนั่งสมาธิขึ้นมา เรามาดูวิธีการฝึกสมาธิเบื้องต้นกันเลยล่ะกัน
1. กราบบูชาพระรัตนตรัย เป็นการเตรียมตัวเตรียมใจให้นุ่มนวล แล้วสมาทานศีล 5 หรือ ศีล 8 เพื่อย้ำในความมั่นคงของคุณธรรมของตนเอง
2. คุกเข่าหรือนั่งพับเพียบสบายๆ ระลึกถึงความดี ที่ได้ทำไปแล้วในวันนี้ ในอดีต และที่ตั้งใจจะทำต่อไปในอนาคต จนราวกับว่าร่างกายทั้งหมดประกอบขึ้นด้วยธาตุแห่งคุณงามความดีล้วนๆ
3. นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดหัวแม่มือข้างซ้าย นั่งให้อยู่ในท่าที่พอดี ไม่ฝืนร่างกายมากเกินไป ไม่เกร็ง แต่อย่าให้หลังโค้งงอ หลับตาสบายๆ ไม่บีบกล้ามเนื้อตาหรือขมวดคิ้ว แล้วตั้งใจมั่น วางอารมณ์สบายๆ สร้างความรู้สึกให้พร้อมทั้งกายและใจว่ากำลังจะเข้าไปสู่ภาวะแห่งความสงบสบายอย่างยิ่ง
4. กำหนดนิมิตเป็น ดวงแก้วกลมใส นึกเหมือนว่าดวงแก้วนั้นมานิ่งสนิทอยู่ ณ ศูนย์กลางกาย นึกไปภาวนาไปอย่างนุ่มนวลเป็นพุทธานุสติว่า "สัมมา อะระหัง" หรือค่อยๆน้อมนึกถึงดวงแก้วกลมใสค่อยๆเคลื่อนเข้ามาสู่ศูนย์กลางกาย น้อมนึกอย่างสบายๆ ใจเย็นๆ ไปพร้อมกับคำภาวนา

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551

แบบทดสอบตัวชี้วัดความสำเร็จ

วันนี้ได้ดูข่าวเกี่ยวกับการหลบไปต่างประเทศของท่านผู้ใหญ่ที่เป็นที่รู้จักกันดีในระดับประเทศ 3 คนด้วยกันค่ะ คิดไปคิดมาก็เลยเกิดเป็นแบบทดสอบตัวชี้วัดความสำเร็จขึ้นมา ให้เพื่อนๆได้ลองทำกันดูนะคะ ใช้เวลาเพียงแป๊ปเดียว แล้วจะได้เห็นอะไรที่น่าประทับใจบางอย่างในตัวเอง


เพื่อนๆเคยลองถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองบ้างมั้ย ความสำเร็จที่เราอยากได้และใฝ่ฝันมันคืออะไร
ใช่ ชื่อเสียง เกียรติยศ ทรัพย์สิน เงินทอง อำนาจ บารมี ความนับหน้าถือตา หรือตำแหน่งหน้าที่ทางการงาน รึป่าว
ทำไมบางคนที่เคยมีสิ่งเหล่านี้ครบหมดแล้วก็ยังต้องโดนสังคมดูหมิ่นประณามอีก นั่นเรียกว่า ความสำเร็จที่แท้จริงรึปล่าว
แล้วอย่างบางคนที่มีสิ่งเหล่านี้ครบอยู่แล้วแต่ทำไมหาความสุขในชีวิตไม่ได้เลย นั่นคือ ความสำเร็จที่ไร้ความสุขที่พวกเขาไขว่คว้ามางั้นหรือ


จริงอยู่ที่ว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้มันเป็นสิ่งหอมหวานที่ใครๆก็อยากได้ มันอาจจะทำให้เรามีความสุขสะดวกสบายอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่มันก็ไม่อยู่กับเราไปตลอด พอเราหลงงมงายอยู่กับสิ่งเหล่านี้มากขึ้นนานขึ้น มันอาจจะทำให้เราลืมนึกถึงอะไรบางอย่าง ที่ตัวเรากำลังค้นหาอยู่ สิ่งงดงามและสดใสเหล่านั้นมันซ่อนอยู่ภายในใจของทุกคนค่ะ

เริ่มเลยนะ

ให้เพื่อนๆลองจินตนาการดูว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ให้เราลองเขียนสิ่งที่เราทำสำเร็จมาทั้งหมดในชีวิตว่ามีอะไรบ้าง ความภูมิใจทั้งหมดที่มี และสิ่งต่างๆที่ทำให้เรามีความสุข



นึกเลยค่ะ.


.เขียนเป็นรายการเลยก็ได้


.





























ยังมีเวลาอีกค่ะ



นึกอะไรได้เพิ่มมั้ย








































อย่าเพิ่งscroll downนะ :)

























ทดเวลาให้



ได้ครบหมดแล้วใช่ป่ะ


ตอนนี้ตัดอันที่คิดว่าใช่ น้อยที่สุดออก









เอาล่ะ

เราจะสังเกตเห็นได้ว่า วัตถุ หรือ หน้าตาทางสังคม ไม่ได้อยู่ในรายการที่เราเขียนแต่อย่างใด แต่สิ่งที่อยู่ในใบรายการนี้คือส่วนประกอบพื้นฐานของชีวิตที่ให้ความสุขและความพึงพอใจ ซึ่งได้แก่ ความสัมพันธ์และเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตเรา เช่น การออกค่ายหรือการบำเพ็ญประโยชน์ตอบแทนสังคม การเป็นลูกที่ดีของพ่อและแม่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสิ่งที่ทำให้เรามีความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างแท้จริง


หลายๆครั้งเราที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้

เราทำเหมือนกับว่าสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับความรู้สึกคือเรื่องจริงตลอดมา

ดังนั้นแทนที่เราจะพึงพอใจหรือเป็นสุขกับสิ่งที่มีความสำคัญอย่างแท้จริงต่อชีวิตเรา แต่เรากลับเลือกที่จะเก็บสิ่งของหรือสิ่งที่สังคมเชื่อว่าเป็นความสำเร็จนี้ไว้ โดยไม่เคยตั้งคำถามว่าความหมายของความสำเร็จที่แท้จริงคืออะไร เหมือนที่บางคนชอบพูดว่า สังคมมันพาไป...


การที่เราอยู่ในสังคมแห่งวัตถุนิยมทำให้เราลืมนึกไปว่าความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่ใจของเรามากกว่าสิ่งที่เป็นวัตถุหรือสิ่งนอกกายเรา คนบางคนมีความภูมิใจในการเป็นนักเขียน นักประพันธ์เพลง นักดนตรี นักศิลปะ ช่างถ่ายภาพ คนบางคนมีความภูมิใจในการเป็นครู เป็นทหาร ตำรวจ หมอ พยาบาล วิศวกร นักธุรกิจ คนบางคนมีความภูมิใจในการเป็นคนขับรถประจำทาง หรือพนักงานเก็บค่าโดยสาร หรือแม้กระทั่งคนบางคนมีความภูมิใจในการเป็นคนเก็บขยะ กวาดถนนทำให้บ้านเมืองสะอาดน่าอยู่ และไม่ได้คิดว่าตนเองจะถูกเยียดหยามหรือว่าตนเองจะต้องมีอะไรมากมายเกินความจำเป็นในชีวิต เพราะวัตถุต่างๆเหล่านั้นเป็นเพียงแค่เครื่องประดับหรือสิ่งปรุงแต่งเพียงภายนอกที่ไม่สามารถเอาติดตัวไปได้เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิต และไม่แน่ว่าจะรักษาไว้ได้อย่างยั่งยืนหรือตลอดรอดฝั่งในขณะมีชีวิตอยู่ ดังนั้นเราจึงไม่ควรมุ่งความสนใจไปกับวัตถุ เงินทอง หน้าตาทางสังคมเสมือนกับตัวชี้วัดความสำเร็จในชีวิตของเรามากนัก แต่ให้นึกถึงการทำความดี การทำประโยชน์ให้แก่สังคมและคนรอบข้าง ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความสุขที่เกิดได้ทันที เป็นสิ่งที่ทำได้ทันที และอยู่คงทนในใจตราบนานเท่านานค่ะ



แต่ในชีวิตจริง เพื่อนๆไม่ได้มีเวลาที่จะทำแบบทดสอบจำกัดแบบนี้ค่ะ แต่เพื่อนๆมีเวลาทั้งชีวิตในการตอบคำถามในใจของตัวเอง ลองกลับไปคิดดู สู้ๆนะคะ

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เคยคิดเบื่อกับกระแสสังคมบ้างมั้ยล่ะ?

เคยสงสัยมั้ยล่ะว่า ที่คนพูดบ่อยๆว่าวัยรุ่นชอบทำตามกระแสเนี่ย กระแสที่ว่ามันเป็นยังไง และจะมีวิธีไม่ปล่อยตนตามกระแสนี้ทำยังไง


วิธีคิดแบบดร.เอเชียและคุณครูอุ้ย อาจจะตอบคำถามนี้ของเพื่อนๆอยู่ก็ได้
ในค่าย Teacupตลับไม้ขีด ที่ผ่านมานี้ ได้เชิญทั้งสองท่านให้มาบรรยายและให้คำแนะนำดีดีกับสมาชิก ซึ่งเราว่ามันดีมากเลยอ่ะ เราจะค่อยๆเล่าเนื้อหาที่ได้กลั่นกรองมาจากทั้งสองท่านนี้ให้อ่านกันนะ
>>>
เค้าก็เริ่มด้วยการแนะนำตัว >>>>
คุณครูอุ้ย หรือ อาจารย์อภิสิริ จรัลชวนะเพท เป็นผอ. โรงเรียนอนุบาลบ้านรัก <ซึ่งจริงๆคุณครูไม่ชอบให้ใช้คำว่า โรงเรียน นำหน้า อนุบาล ด้วยเหตุผลอะไร โปรดติดตามต่อ นะจ๊ะ> และคุณครูเป็นAshoka Fellowที่ทำงานด้านการศึกษา ครูอุ้ยเป็นผู้ริเริ่มการเรียนการสอนทางเลือกที่พัฒนาศักยภาพของเด็กรวมไปถึงเด็กที่มีพัฒนาการช้ากว่าเด็กทั่วไปโดยผสมผสานกับการพัฒนาด้านจิตวิญญาณตามแบบแผนทางพุทธศาสน์


ดร. เอเชีย หรือ ดร. สรยุทธ รัตนพจนารถ เป็นอาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม. มหิดลและเป็นนักวิจัยโครงการวิจัยและจัดการความรู้จิตตปัญญาศึกษา ท่านก็ได้เปิดประเด็น<ความคิดเห็นนะ>อย่างน่าสนใจว่า "มวลมนุษยชาติมีโอกาสถึงกาลอวสานในเร็วๆนี้ ถ้าเรามองจากมุมของผู้สังเกต เราจะพบว่าโลกเสื่อมลงมาก เนื่องจากไม่ว่าจะไปดูแนวโน้มด้านไหน ก็ล้วนแต่เป็นไปในทางลบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และธรรมชาติ" <สาธยายตรงนี้ึคงไม่จบแน่ๆ> ซึ่งในอนาคตน่าจะมี “Spiritual Revolution” หรือการปฏิวัติทางจิตวิญญาณ อะไรทำนองนั้น


ส่วนคุณครูอุ้ยได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ได้อย่างน่าสนใจไม่แพ้ดร.เอเชีย ครูอุ้ย เผยว่า การเรียนรู้ที่ดีนั้นควรจะนำไปสู่สมดุลของ 3 สิ่ง ดังนี้
1. ความเก่ง คือ เรียนอะไรแล้ว เอาให้มันเก่งแบบสุดๆไปเลย <เหมือนThe Truthที่อาจารย์แน็ทบอกเลย>
2. ความดี <เราคิดว่าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคุณธรรมความดีแบบนั้น แต่น่าจะหมายถึง ความถนัด มากกว่า> เพราะคุณครูอุ้ย ขยายความว่า เรียนอะไรแล้วคิดว่าทำได้ดีด้วย
3. ความสุข คือ เรียนให้มีความสุขอ่ะ <ซึ่งอันนี้เราว่าสำคัญมาก และคนส่วนใหญ่ไม่ได้คำนึงถึงข้อนี้เลย>



สลับ กลับมาที่ดร. เอเชีย
ท่านได้ให้หลักคิด 2 หลัก คือ
1. คิดไตร่ตรองอย่างคร่ำครวญ โดยใช้ปัญญา และมีครูบาอาจารย์
<เคยรู้สึกมั้ยว่า บางคราวอาจารย์ก็นำพาเราไปไกลจากที่ๆเราเป็นเรา นั่นคือ อาจารย์เค้ากำลังยกระดับจิตใจ และอบรมให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั่นเอง>
2.ต้องตั้งถามกับตัวเองอยู่เสมอ โดยมีวิญญาณ"ขบถ" อยู่ในใจ (ขบถ หมายถึง การไม่ยอมอยู่ใต้สิ่งครอบงำต่างๆ เช่น พวกกิเลส ตัณหา) และให้มีหิริโอตัปปะ หรือความละอายและเกรงกลัวต่อบาปด้วย



และพิธีกรก็ถามต่อเกี่ยวกับเรื่องการหาแนวร่วมในการทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งว่าควรจะทำอย่างไรคุณ
ครูอุ้ยได้บอกเคล็ดไม่ลับ ประมาณ 4-5 ข้อ ว่า
1. เราควรจะมีทุนก่อน ถ้ายังไม่มี ต้องเสียสละก่อน <เราก็ไปคิดต่อเองว่า ทุน ในที่นี้ก็คงจะหมายถึง ทุน ในหลายด้านอ่ะนะ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเงิน>
2. พื้นที่ <คิดต่อเองว่า อาจจะเป็นพวกwebsiteได้รึป่าวคะ>
3. เพื่อนฝูงที่คิดเหมือนๆกะเรา และถ้าจะรับคนเพิ่ม ให้สร้างคนแทน ครูอุ้ยเล่าว่าในการรับครูเพิ่มที่อนุบาล เค้าจะไม่รับดอกไม้artificialแต่เค้าจะปลูกดอกไม้เอง เพาะบ่ม และเมื่อดอกไม้สวยแล้ว เค้าก็จะนำมันไปไว้ให้คนอื่นได้ชื่นชมด้วย <ไม่รู้เราตีความผิดหรือถูก เพื่อนช่วยเม้นต์ด้วยน้า>
4. การสร้างแรงบันดาลใจให้กับแนวร่วม เช่น พาเค้าไปดูงาน ดูความสำเร็จด้วยกัน เค้าจะได้อินในการทำงาน และที่สำคัญจุดยืนและเป้าหมายขององค์กรเราจะต้องไม่เปลี่ยน
สุดท้าย ถ้าเราเป็นคนดีและมีความสุข เพื่อนก็อยากจะทำงานด้วยเอง “To be loved is to be loveable”


ดร. เอเชีย ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องแนวร่วมได้อย่างน่าประทับใจเช่นกันท่านบอกว่า แนวร่วมที่ดีที่สุดก็คือ ตัวเราเอง <ถ้าเราไม่จริงใจกับตัวเราเองใครจะมาจริงใจกับเราใช่มะ> เพราะคนบางคนไม่รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ <แบบว่า เราอินไรว่ะ>ก็เลยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย เมื่อเรารู้ว่าตัวเราเองชอบอะไรแล้ว คือ มีฉันทะ แล้วก็จะมี วิริยะ ตามมาเอง <ไปศึกษาต่อได้ในอิทธิบาท 4 นะ> เพราะฉะนั้นการรู้ธรรมชาติของตัวเราเองจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
และต่อไปนี้คือทัศนะการมองสังคม จากตัวดร. เอเชีย

ทุกยุคทุกสมัยมันก็มีกระแสสังคมทั้งนั้นแหล่ะ แต่กระแสหรือองค์บริบทเหล่านั้นมันแตกต่างกัน และคนเราก็มองกระแสไม่เหมือนกันด้วย อย่างเช่น ถ้าเราไปถามวัยรุ่นสมัยนี้ว่าสนใจเรื่องอะไรบ้าง เค้าอาจจะตอบกลับมาว่าสนใจ AF, The stars, LG Stars Challenge, Dot A, SQ, Hi5, อะไรก็ว่าไป แต่มันคงจะไม่สนุกหรอกนะที่เราจะไปคิดต้านกระแสพวกนี้ ยกเว้นเสียแต่ว่า...<เรานึกถึงปลาซามอนอ่ะ เวลามันจะวางไข่ มันจะต้องว่ายทวนกระแสน้ำไปให้ได้ ไม่ว่าจะเจอกับอุปสรรค หรือสิ่งเลวร้ายอะไรที่อยู่ข้างหน้า เช่น หมี ที่คอยมาดักกิน เป็นต้นแต่นั่นมันก็คือ ธรรมชาติ หนิ> ...เราจะค้นพบกระแสธรรมชาติของตัวเราเอง ใช่จริงๆ ดร. เอเชีย กำลังจะบอกว่าการรู้จักธรรมชาติของตัวเรา จะทำให้เราเป็นปลาที่มีชีวิต ไม่ใช่เป็นผักตบ หรือ ขยะที่ลอยตามกระแสน้ำไปฉันใดก็ฉันนั้น การจะทำอะไรก็ให้ทำตามกระแสธรรมชาติของตัวเราเองซะเราก็จะมีความสุข ตื่นมาทุกเช้าก็อยากจะลุกจากที่นอน อยากจะตอบแทนบุญคุณของโลกของพ่อแม่

ส่วนคนที่ไม่ทำตามกระแสธรรมชาติ ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว นโปเลี่ยน เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในเรื่องการรบมาก แต่ก็ต้องมาพบจุดจบของชีวิตเมื่อทำการฝืนธรรมชาติ ตอนที่ยกพลไปตีรัสเซียแถบไซบีเรีย กองทัพของนโปเลี่ยนมีทุกอย่างเหนือกว่า แต่ไม่สามารถรบชนะได้ เพราะการไม่รู้จักธรรมชาติของพลทัพนั่นแหล่ะ รัสเซียใช้ยุทธวิธี ยื้อ พอนโปจะมาบุก ก็เผาเมืองทิ้งและหนีขึ้นไปใกล้แถบขั้วโลกเรื่อยๆ ถ่วงเวลาให้ฝ่ายนโปเลี่ยนอาหารหมด และพ่ายแพ้ไปเอง และสุดท้ายนโปเลี่ยนก็ป่วยตายเพราะความหนาวเย็นของแถบไซบีเรีย


เฉลย เรื่องที่ครูอุ้ยไม่ยอมใช้คำว่า โรงเรียน หน้า อนุบาล ก่อน คือว่าคำว่า "โรงเรียน" มันเหมือนเป็นกรอบทางความคิดอย่างหนึ่ง ตามความเข้าใจของคนทั่วๆไป โรงเรียนก็คือสถานศึกษาที่มีหน้าที่จะต้องอบรมสั่งสอนเด็กให้มีความรู้หลากหลายสาขาวิชา แต่ครูิอุ้ย มีแนวคิดที่ว่าเด็กอนุบาล เป็นวัยที่ใส บริสุทธิ์ ควรเลี้ยงดู(อนุบาล)ให้เค้าได้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ และได้เป็นตัวเค้าที่สุด ให้เล่น ให้นอน ให้มีพัฒนาการตามธรรมชาติ ไม่ใช่มาเรียนๆๆๆๆๆๆ อย่างวัยประถมขึ้นไป

เพราะฉะนั้นการที่เพื่อนๆเรียนในทุกๆวันนี้ จะใช้การปั่นๆๆๆๆๆๆๆๆเข้าไปตอนเรียน ยัดๆๆๆๆๆเข้าไปตอนใกล้สอบ แล้วก็อ๊วกๆๆๆๆๆๆๆๆออกมา ตอนสอบ หรือจะใช้วิธีการอย่างไร ก็แล้วแต่เพื่อนๆเอง หรือจะนำวิธีคิดดีๆนี้ไปประยุกต์ใช้กันก็ได้นะ ตามสบายเลย
-----------------------------------------------------
คราวหน้าจะนำวิธีคิดดีๆมาฝากอีก และจะเขียนให้อ่านสบายๆมากกว่านี้นะ ไปนอนแล้ววันนี้ เม้นต์ได้ทุกอย่างเลยนะ ^^

วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2551

“วันนี้...อย่างน้อย...”

วันนี้แม่ดุ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่ายังมีแม่ที่คอยเป็นห่วงเป็นใยเราอยู่เสมอมา

วันนี้เพื่อนงอน อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าเพื่อนคนนี้ยังใส่ใจเราอยู่

วันนี้อยู่ไทย เบื่อจัง ไม่มีงานการอะไรทำ อย่างน้อยเราก็ได้กินอาหารไทยอร่อยๆ เที่ยวเมืองไทยไม่ไปไม่ฮู้

วันนี้ยังอ้วนอยู่ อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องกลัวว่าเราจะผอมตาย

วันนี้ถ้ามีการบ้านเยอะ อย่างน้อยก็ยังดีกว่ามีการบ้านยาก <ใช่ป่ะ?..>

วันนี้ถ้ามีการบ้านยาก อย่างน้อยก็ยังดีกว่ามีการบ้านง่าย <คิดเหมือนกัน??>

วันนี้ถ้าการบ้านทั้งยากและเยอะ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีการบ้านให้ทำซะเลย

วันนี้เหงาจัง ต้องอยู่บ้านคนเดียว อย่างน้อยเราก็ได้แหกปากร้องเกะ เปิดเพลงดังๆให้หูแตก โดยไม่มีใครมาบ่น

วันนี้ฝนพร่ำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง และทำให้เห็นว่าว่าเวลาฟ้าใส มันสวยเพียงไร

วันนี้มีกลุ่มผู้ประท้วงมากมาย อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่ากฎหมายของประเทศชาติเรายังคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน

วันนี้ไม่อยากลุกจากที่นอนเลย ขี้เกียจมาก อย่างน้อยเมื่อเรารู้ว่าเรายังมีลมหายใจอยู่ เราก็ควรจะต้องตื่นเต้นที่ได้ทำงานหรือได้เรียน และใช้ชีวิตในวันนี้ต่อ และใช้ทุกลมหายใจให้คุ้มค่ามากที่สุด


เพราะฉะนั้นความสุขความทุกข์ บางครั้ง มันก็อยู่ที่ "ท่าที" ที่เราเผชิญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นและ "การรู้เท่าทัน" อย่างมีสตินั่นแหล่ะ จะสามารถทำให้เราเปลี่ยนจากทุกข์เป็นสุขได้

เพลงก้อนหินก้อนนั้น


ก้อนหินก้อนนั้น - Rose
ฟังเพลง คลิ๊กเลย

เคยมีใครสักคนได้บอกฉันมา
ว่าเวลาใครมาทำกับเรา ให้เจ็บช้ำใจ
ลองไปเก็บก้อนหินขึ้นมาสักอัน
ถือมันอยู่อย่างนั้นและบีบมันไว้
บีบให้แรงจนสุดแรง ให้มือทั้งมือมันเริ่มสั่น
ใครคนนั้นยิ้มให้ฉัน ถามว่าเจ็บมือใช่ไหม
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง
ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจถูกเขาทำร้าย
เพราะใจเธอแบกรับมันเอง
ใครมาทำกับเธอให้เจ็บหัวใจ
ก็แค่ให้ก้อนหินก้อนนั้นให้เธอรับมา
เพียงเธอจับมันโยนให้ไกลสายตา
หรือเธอปรารถนาจะเก็บมันไว้
หากยิ่งยอมยิ่งแบกไป หัวใจของเธอก็ต้องสั่น
หากยังทำตัวแบบนั้น ถามว่าปวดใจใช่ไหม
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง
ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจถูกเขาทำร้าย
เพราะใจเธอแบกรับมันเอง
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง
ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจถูกเขาทำร้าย
เพราะใจเธอแบกรับมันเองถูกเขาทำร้าย
เพราะใจเธอรับไว้เอง

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ลองมาอ่านกันว่าคุณรู้จักความสุขและความทุกข์มากน้อยเพียงใด




(ย่อมาจากหนังสือชื่อ เมตตา จัดทำโดย วัดไร่ขิง อำเูภออารามหลวง จังหวัดนครปฐม)
Europeanบางคนมักเข้าใจผิดว่า พระพุทธศาสนาเป็นpessimism เพราะสอนให้คนมองโลกในแง่ร้าย ความเข้าใจผิดนี้เกิดขี้นในช่วงที่ยังไม่มีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาอังกฤษ นักปรัชญาชาวตะวันตกบางท่านอ่านวรรณคดีัพระพุทธศาสนาเพียงบางส่วนแล้วก็ด่วนสรุปว่า พระพุทธศาสนาสอนให้คนมองโลกในแง่ร้ายดังกรณีของนักปรัชญาชาวเยอรมันชื่อ โชเพนเฮาเออร์

โชเพนเฮาเออร์กล่าวว่า “ทัศนะของเขาไม่ต่างจากพระพุทธศาสนาเพราะเขาคิดว่าชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์และความเบื่อหน่าย ที่ว่าชีวิตเป็นทุกข์เพราะต้องเผชิญความยากลำบากในการแสวงหาไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนา และที่ว่าชีวิตน่าเบื่อหน่ายก็เพราะว่าเมื่อได้สิ่งที่ปรารถนาแล้ว ความซ้ำซากจำเจก็แปรสภาพของสิ่งนั้นให้หมดคุณค่าและน่าเบื่อหน่ายโชเพนเฮาเออร์กล่าวว่า ดังนั้นชีวิตมนุษย์จึงเปรียบได้กับลูกตุ้มนาฬิกาที่แกว่งไปมาระหว่างความทุกข์และความเบื่อหน่าย”

นับว่าโชเพนเฮาเออร์สอนแบบมองโลกในแง่ร้ายจริงๆึิคือสอนว่าโลกมีแต่ความทุกข์และความเบื่อหน่าย ส่วนความสุขและความรื่นรมย์ ไม่มีอยู่ในโลกเลยแต่ว่าความจริงแล้ว พระพุทธศาสนาสอนต่างจากโชเพนเฮาเออร์

แม้พระพุทธศาสนาจะยอมรับว่าโลกนี้มีส่วนที่เป็นความทุกข์และน่าเบื่อหน่ายจริงแต่กระนั้นโลกนี้ก็ยังมีส่วนที่เป็นความสุขและน่าอภิรมย์ ชีวิตมนุษย์เปรียบเหมือนลูกตุ้มนาฬิกาที่แกว่งไปมาระหว่าง อัสสาทะ คือ ส่วนดีเป็นรสอร่อยที่ชวนติดใจ และ อาทีนวะ คือ ส่วนเสียอันเป็นรสขมที่ชวนน่าเบื่อหน่าย นั่นหมายความว่า สิ่งต่างๆในโลกมีทั้งด้านดีและด้านเสีย คือมีทั้งคุณและโทษ พระพุทธศาสนาสอนให้คนมองทั้งสองด้าน ชาวพุทธที่แท้จึงไม่มองแต่ด้านดีอย่างเดียว และก็ไม่มองด้านเสียอย่างเดียว ชาวพุทธต้องมองโลกตามความเป็นจริง คือมองเห็นทั้งด้านดีด้านเสียของโลก

อ่านเรื่องต่อไปนี้แล้วเราจะเข้าใจจุดยืนของพระพุทธศาสนามากขี้น เรื่องมีอยู่ว่า
เด็กคนหนึ่งถูกแม่ใช้ไปซื้อน้ำมันที่ตลาด เขาถือขวดเปล่าพร้่อมกับเงินค่าน้ำมันไปที่ร้านในตลาด เมื่อเด็กจ่ายเงินแล้ว เจ้าของร้านได้กรอกน้ำมันให้จนเต็มขวด เด็กถือน้ำมันนั้นเดินทางกลับบ้านระหว่างทางเด็กได้โยนขวดน้ำมันเล่น ขวดพลัดมือตกลงบนดิน น้ำมันหกไปครึ่งขวด เด็กรีบคว้่าขวดซึ่งมีน้ำมันเหลือครึ่งหนึ่งนั้นวิ่งร้องไห้ไปหาแม่ เขาสารภาพผิดกับแม่ว่า "ลูกไม่ดีเองที่ทำน้ำมันหกไปครึ่งขวด"

สัปดาห์ต่อมา แม่ใช้ให้ลูกคนที่สองไปซื้อน้ำมันโดยส่งขวดเหล้าและเงินจำนวนเท่าเดิมให้ลูกไปตลาดปรากฏว่าเด็กคนนี้ซื้อน้ำมันได้เต็มขวด ระหว่างทางเด็กคนนี้ได้โยนขวดน้ำมันเล่น ขวดพลัดมือตกลงบนพื้นดิน น้ำมันหกไปครึ่งขวดเหมือนกัน เด็กคว้าน้ำมันที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งนั้นวิ่งกลับไปหาแม่ เขาหัวเราะร่าเริงและบอกกับแม่ว่า "ลูกทำขวดน้ำมันตกลงไป แต่ด้วยความไวของลูกทำให้คว้าขวดขี้นมาได้ทัน จึงเหลือน้ำมันครึ่งขวด ถ้าลูกช้ากว่านี้น้ำมันคงหกหมดขวดแน่ๆ"

เด็กคนแรกร้องไห้เพราะเขามองน้ำมันที่ขาดหายไปครึ่งขวด เด็กคนที่สองหัวเราะเพราะเขามองน้ำมันที่เหลืออยู่ครึ่งขวด เด็กคนแรกเปรียบเสมือนคนที่มองโลกในแง่ร้าย ส่วนคนที่สองเปรียบเสมือนคนที่มองโลกในแง่ดี และยังมีเด็กคนที่สาม...

สัปดาห์ต่อมา แม่ใช้ลูกคนที่สามไปซื้อน้ำมันในตลาด เหตุการณ์เป็นไปทำนองเดียวกัน คือเด็กคนนี้ทำขวดน้ำมันตกลงบนพื้นดิน น้ำมันหกออกไปครึ่งขวดเขาคว้าขวดที่มีน้ำมันเหลืออยู่ครึ่งหนึ่งนั้นวิ่งกลับบ้าน เขาหัวเราะร่าเริงเมื่อบอกกับแม่ว่า "ลูกทำน้ำมันหกไปครึ่งขวด แต่น้ำมันเหลืออยู่ครึ่งขวด ไม่เป็นอะไรนะแม่ พอดีลูกไปรับจ้างทำงานที่ตลาดไว้ เมื่อได้เงินค่าจ้างแล้ว ลูกจะเอาเงินไปซื้อน้ำมันอีกครึ่งขวดทดแทนน้ำมันที่หกไป"

เด็กคนที่สามมองน้ำมันทั้งในส่วนที่ขาดหายไปและส่วนที่เหลืออยู่ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยการทำงานรับจ้างหาเงินมาซื้อน้ำมันในส่วนที่ขาดหายไปเด็กคนที่สามนี้เปรียบเสมือนคนที่มีโลกทัศน์แบบชาวพุทธที่มองโลกตามความเป็นจริง และแสวงหานิสสรณะ คือทางออกจากปัญหาด้วย

สรุปคือว่้าพระพุทธศาสนาเป็นสัจนิยมที่มองโลกตามความเป็นจริง คือมีทั้งสุขและทุกข์ ดังปรากฏในโลกธรรม ๘ ประการที่ว่า มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์เราอยู่ในโลก จึงประสบทั้งสุขและทุกข์ ดังสุำภาษิตอุทานธรรมที่ว่า

สุขและทุกข์ มีอยู่ คู่กับโลก
จะย้ายโยก แห่งหน ตำบลไหน
จะสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ช่างเป็นไร
จะทำใจ ให้เศร้า ไม่เข้าการ

สรุปแล้วความทุกข์หรือความสุขมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าเราเลือกที่จะมองแบบใด อย่างรูปข้างบนนี้ บางคนมองเป็นคนยิ้ม หัวเราะ บางคนมองเป็นคนร้องไห้ หน้ากากผี ตีนกา ความจริงเป็นเช่นไรก็ไม่มีใครรู้ มันขึ้นอยู่กับว่าตัวจริงของคุณเองหน่ะเป็นเช่นไร