วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ลองมาอ่านกันว่าคุณรู้จักความสุขและความทุกข์มากน้อยเพียงใด




(ย่อมาจากหนังสือชื่อ เมตตา จัดทำโดย วัดไร่ขิง อำเูภออารามหลวง จังหวัดนครปฐม)
Europeanบางคนมักเข้าใจผิดว่า พระพุทธศาสนาเป็นpessimism เพราะสอนให้คนมองโลกในแง่ร้าย ความเข้าใจผิดนี้เกิดขี้นในช่วงที่ยังไม่มีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาอังกฤษ นักปรัชญาชาวตะวันตกบางท่านอ่านวรรณคดีัพระพุทธศาสนาเพียงบางส่วนแล้วก็ด่วนสรุปว่า พระพุทธศาสนาสอนให้คนมองโลกในแง่ร้ายดังกรณีของนักปรัชญาชาวเยอรมันชื่อ โชเพนเฮาเออร์

โชเพนเฮาเออร์กล่าวว่า “ทัศนะของเขาไม่ต่างจากพระพุทธศาสนาเพราะเขาคิดว่าชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์และความเบื่อหน่าย ที่ว่าชีวิตเป็นทุกข์เพราะต้องเผชิญความยากลำบากในการแสวงหาไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนา และที่ว่าชีวิตน่าเบื่อหน่ายก็เพราะว่าเมื่อได้สิ่งที่ปรารถนาแล้ว ความซ้ำซากจำเจก็แปรสภาพของสิ่งนั้นให้หมดคุณค่าและน่าเบื่อหน่ายโชเพนเฮาเออร์กล่าวว่า ดังนั้นชีวิตมนุษย์จึงเปรียบได้กับลูกตุ้มนาฬิกาที่แกว่งไปมาระหว่างความทุกข์และความเบื่อหน่าย”

นับว่าโชเพนเฮาเออร์สอนแบบมองโลกในแง่ร้ายจริงๆึิคือสอนว่าโลกมีแต่ความทุกข์และความเบื่อหน่าย ส่วนความสุขและความรื่นรมย์ ไม่มีอยู่ในโลกเลยแต่ว่าความจริงแล้ว พระพุทธศาสนาสอนต่างจากโชเพนเฮาเออร์

แม้พระพุทธศาสนาจะยอมรับว่าโลกนี้มีส่วนที่เป็นความทุกข์และน่าเบื่อหน่ายจริงแต่กระนั้นโลกนี้ก็ยังมีส่วนที่เป็นความสุขและน่าอภิรมย์ ชีวิตมนุษย์เปรียบเหมือนลูกตุ้มนาฬิกาที่แกว่งไปมาระหว่าง อัสสาทะ คือ ส่วนดีเป็นรสอร่อยที่ชวนติดใจ และ อาทีนวะ คือ ส่วนเสียอันเป็นรสขมที่ชวนน่าเบื่อหน่าย นั่นหมายความว่า สิ่งต่างๆในโลกมีทั้งด้านดีและด้านเสีย คือมีทั้งคุณและโทษ พระพุทธศาสนาสอนให้คนมองทั้งสองด้าน ชาวพุทธที่แท้จึงไม่มองแต่ด้านดีอย่างเดียว และก็ไม่มองด้านเสียอย่างเดียว ชาวพุทธต้องมองโลกตามความเป็นจริง คือมองเห็นทั้งด้านดีด้านเสียของโลก

อ่านเรื่องต่อไปนี้แล้วเราจะเข้าใจจุดยืนของพระพุทธศาสนามากขี้น เรื่องมีอยู่ว่า
เด็กคนหนึ่งถูกแม่ใช้ไปซื้อน้ำมันที่ตลาด เขาถือขวดเปล่าพร้่อมกับเงินค่าน้ำมันไปที่ร้านในตลาด เมื่อเด็กจ่ายเงินแล้ว เจ้าของร้านได้กรอกน้ำมันให้จนเต็มขวด เด็กถือน้ำมันนั้นเดินทางกลับบ้านระหว่างทางเด็กได้โยนขวดน้ำมันเล่น ขวดพลัดมือตกลงบนดิน น้ำมันหกไปครึ่งขวด เด็กรีบคว้่าขวดซึ่งมีน้ำมันเหลือครึ่งหนึ่งนั้นวิ่งร้องไห้ไปหาแม่ เขาสารภาพผิดกับแม่ว่า "ลูกไม่ดีเองที่ทำน้ำมันหกไปครึ่งขวด"

สัปดาห์ต่อมา แม่ใช้ให้ลูกคนที่สองไปซื้อน้ำมันโดยส่งขวดเหล้าและเงินจำนวนเท่าเดิมให้ลูกไปตลาดปรากฏว่าเด็กคนนี้ซื้อน้ำมันได้เต็มขวด ระหว่างทางเด็กคนนี้ได้โยนขวดน้ำมันเล่น ขวดพลัดมือตกลงบนพื้นดิน น้ำมันหกไปครึ่งขวดเหมือนกัน เด็กคว้าน้ำมันที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งนั้นวิ่งกลับไปหาแม่ เขาหัวเราะร่าเริงและบอกกับแม่ว่า "ลูกทำขวดน้ำมันตกลงไป แต่ด้วยความไวของลูกทำให้คว้าขวดขี้นมาได้ทัน จึงเหลือน้ำมันครึ่งขวด ถ้าลูกช้ากว่านี้น้ำมันคงหกหมดขวดแน่ๆ"

เด็กคนแรกร้องไห้เพราะเขามองน้ำมันที่ขาดหายไปครึ่งขวด เด็กคนที่สองหัวเราะเพราะเขามองน้ำมันที่เหลืออยู่ครึ่งขวด เด็กคนแรกเปรียบเสมือนคนที่มองโลกในแง่ร้าย ส่วนคนที่สองเปรียบเสมือนคนที่มองโลกในแง่ดี และยังมีเด็กคนที่สาม...

สัปดาห์ต่อมา แม่ใช้ลูกคนที่สามไปซื้อน้ำมันในตลาด เหตุการณ์เป็นไปทำนองเดียวกัน คือเด็กคนนี้ทำขวดน้ำมันตกลงบนพื้นดิน น้ำมันหกออกไปครึ่งขวดเขาคว้าขวดที่มีน้ำมันเหลืออยู่ครึ่งหนึ่งนั้นวิ่งกลับบ้าน เขาหัวเราะร่าเริงเมื่อบอกกับแม่ว่า "ลูกทำน้ำมันหกไปครึ่งขวด แต่น้ำมันเหลืออยู่ครึ่งขวด ไม่เป็นอะไรนะแม่ พอดีลูกไปรับจ้างทำงานที่ตลาดไว้ เมื่อได้เงินค่าจ้างแล้ว ลูกจะเอาเงินไปซื้อน้ำมันอีกครึ่งขวดทดแทนน้ำมันที่หกไป"

เด็กคนที่สามมองน้ำมันทั้งในส่วนที่ขาดหายไปและส่วนที่เหลืออยู่ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยการทำงานรับจ้างหาเงินมาซื้อน้ำมันในส่วนที่ขาดหายไปเด็กคนที่สามนี้เปรียบเสมือนคนที่มีโลกทัศน์แบบชาวพุทธที่มองโลกตามความเป็นจริง และแสวงหานิสสรณะ คือทางออกจากปัญหาด้วย

สรุปคือว่้าพระพุทธศาสนาเป็นสัจนิยมที่มองโลกตามความเป็นจริง คือมีทั้งสุขและทุกข์ ดังปรากฏในโลกธรรม ๘ ประการที่ว่า มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์เราอยู่ในโลก จึงประสบทั้งสุขและทุกข์ ดังสุำภาษิตอุทานธรรมที่ว่า

สุขและทุกข์ มีอยู่ คู่กับโลก
จะย้ายโยก แห่งหน ตำบลไหน
จะสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ช่างเป็นไร
จะทำใจ ให้เศร้า ไม่เข้าการ

สรุปแล้วความทุกข์หรือความสุขมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าเราเลือกที่จะมองแบบใด อย่างรูปข้างบนนี้ บางคนมองเป็นคนยิ้ม หัวเราะ บางคนมองเป็นคนร้องไห้ หน้ากากผี ตีนกา ความจริงเป็นเช่นไรก็ไม่มีใครรู้ มันขึ้นอยู่กับว่าตัวจริงของคุณเองหน่ะเป็นเช่นไร