วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เคยคิดเบื่อกับกระแสสังคมบ้างมั้ยล่ะ?

เคยสงสัยมั้ยล่ะว่า ที่คนพูดบ่อยๆว่าวัยรุ่นชอบทำตามกระแสเนี่ย กระแสที่ว่ามันเป็นยังไง และจะมีวิธีไม่ปล่อยตนตามกระแสนี้ทำยังไง


วิธีคิดแบบดร.เอเชียและคุณครูอุ้ย อาจจะตอบคำถามนี้ของเพื่อนๆอยู่ก็ได้
ในค่าย Teacupตลับไม้ขีด ที่ผ่านมานี้ ได้เชิญทั้งสองท่านให้มาบรรยายและให้คำแนะนำดีดีกับสมาชิก ซึ่งเราว่ามันดีมากเลยอ่ะ เราจะค่อยๆเล่าเนื้อหาที่ได้กลั่นกรองมาจากทั้งสองท่านนี้ให้อ่านกันนะ
>>>
เค้าก็เริ่มด้วยการแนะนำตัว >>>>
คุณครูอุ้ย หรือ อาจารย์อภิสิริ จรัลชวนะเพท เป็นผอ. โรงเรียนอนุบาลบ้านรัก <ซึ่งจริงๆคุณครูไม่ชอบให้ใช้คำว่า โรงเรียน นำหน้า อนุบาล ด้วยเหตุผลอะไร โปรดติดตามต่อ นะจ๊ะ> และคุณครูเป็นAshoka Fellowที่ทำงานด้านการศึกษา ครูอุ้ยเป็นผู้ริเริ่มการเรียนการสอนทางเลือกที่พัฒนาศักยภาพของเด็กรวมไปถึงเด็กที่มีพัฒนาการช้ากว่าเด็กทั่วไปโดยผสมผสานกับการพัฒนาด้านจิตวิญญาณตามแบบแผนทางพุทธศาสน์


ดร. เอเชีย หรือ ดร. สรยุทธ รัตนพจนารถ เป็นอาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม. มหิดลและเป็นนักวิจัยโครงการวิจัยและจัดการความรู้จิตตปัญญาศึกษา ท่านก็ได้เปิดประเด็น<ความคิดเห็นนะ>อย่างน่าสนใจว่า "มวลมนุษยชาติมีโอกาสถึงกาลอวสานในเร็วๆนี้ ถ้าเรามองจากมุมของผู้สังเกต เราจะพบว่าโลกเสื่อมลงมาก เนื่องจากไม่ว่าจะไปดูแนวโน้มด้านไหน ก็ล้วนแต่เป็นไปในทางลบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และธรรมชาติ" <สาธยายตรงนี้ึคงไม่จบแน่ๆ> ซึ่งในอนาคตน่าจะมี “Spiritual Revolution” หรือการปฏิวัติทางจิตวิญญาณ อะไรทำนองนั้น


ส่วนคุณครูอุ้ยได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ได้อย่างน่าสนใจไม่แพ้ดร.เอเชีย ครูอุ้ย เผยว่า การเรียนรู้ที่ดีนั้นควรจะนำไปสู่สมดุลของ 3 สิ่ง ดังนี้
1. ความเก่ง คือ เรียนอะไรแล้ว เอาให้มันเก่งแบบสุดๆไปเลย <เหมือนThe Truthที่อาจารย์แน็ทบอกเลย>
2. ความดี <เราคิดว่าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคุณธรรมความดีแบบนั้น แต่น่าจะหมายถึง ความถนัด มากกว่า> เพราะคุณครูอุ้ย ขยายความว่า เรียนอะไรแล้วคิดว่าทำได้ดีด้วย
3. ความสุข คือ เรียนให้มีความสุขอ่ะ <ซึ่งอันนี้เราว่าสำคัญมาก และคนส่วนใหญ่ไม่ได้คำนึงถึงข้อนี้เลย>



สลับ กลับมาที่ดร. เอเชีย
ท่านได้ให้หลักคิด 2 หลัก คือ
1. คิดไตร่ตรองอย่างคร่ำครวญ โดยใช้ปัญญา และมีครูบาอาจารย์
<เคยรู้สึกมั้ยว่า บางคราวอาจารย์ก็นำพาเราไปไกลจากที่ๆเราเป็นเรา นั่นคือ อาจารย์เค้ากำลังยกระดับจิตใจ และอบรมให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั่นเอง>
2.ต้องตั้งถามกับตัวเองอยู่เสมอ โดยมีวิญญาณ"ขบถ" อยู่ในใจ (ขบถ หมายถึง การไม่ยอมอยู่ใต้สิ่งครอบงำต่างๆ เช่น พวกกิเลส ตัณหา) และให้มีหิริโอตัปปะ หรือความละอายและเกรงกลัวต่อบาปด้วย



และพิธีกรก็ถามต่อเกี่ยวกับเรื่องการหาแนวร่วมในการทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งว่าควรจะทำอย่างไรคุณ
ครูอุ้ยได้บอกเคล็ดไม่ลับ ประมาณ 4-5 ข้อ ว่า
1. เราควรจะมีทุนก่อน ถ้ายังไม่มี ต้องเสียสละก่อน <เราก็ไปคิดต่อเองว่า ทุน ในที่นี้ก็คงจะหมายถึง ทุน ในหลายด้านอ่ะนะ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเงิน>
2. พื้นที่ <คิดต่อเองว่า อาจจะเป็นพวกwebsiteได้รึป่าวคะ>
3. เพื่อนฝูงที่คิดเหมือนๆกะเรา และถ้าจะรับคนเพิ่ม ให้สร้างคนแทน ครูอุ้ยเล่าว่าในการรับครูเพิ่มที่อนุบาล เค้าจะไม่รับดอกไม้artificialแต่เค้าจะปลูกดอกไม้เอง เพาะบ่ม และเมื่อดอกไม้สวยแล้ว เค้าก็จะนำมันไปไว้ให้คนอื่นได้ชื่นชมด้วย <ไม่รู้เราตีความผิดหรือถูก เพื่อนช่วยเม้นต์ด้วยน้า>
4. การสร้างแรงบันดาลใจให้กับแนวร่วม เช่น พาเค้าไปดูงาน ดูความสำเร็จด้วยกัน เค้าจะได้อินในการทำงาน และที่สำคัญจุดยืนและเป้าหมายขององค์กรเราจะต้องไม่เปลี่ยน
สุดท้าย ถ้าเราเป็นคนดีและมีความสุข เพื่อนก็อยากจะทำงานด้วยเอง “To be loved is to be loveable”


ดร. เอเชีย ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องแนวร่วมได้อย่างน่าประทับใจเช่นกันท่านบอกว่า แนวร่วมที่ดีที่สุดก็คือ ตัวเราเอง <ถ้าเราไม่จริงใจกับตัวเราเองใครจะมาจริงใจกับเราใช่มะ> เพราะคนบางคนไม่รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ <แบบว่า เราอินไรว่ะ>ก็เลยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย เมื่อเรารู้ว่าตัวเราเองชอบอะไรแล้ว คือ มีฉันทะ แล้วก็จะมี วิริยะ ตามมาเอง <ไปศึกษาต่อได้ในอิทธิบาท 4 นะ> เพราะฉะนั้นการรู้ธรรมชาติของตัวเราเองจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
และต่อไปนี้คือทัศนะการมองสังคม จากตัวดร. เอเชีย

ทุกยุคทุกสมัยมันก็มีกระแสสังคมทั้งนั้นแหล่ะ แต่กระแสหรือองค์บริบทเหล่านั้นมันแตกต่างกัน และคนเราก็มองกระแสไม่เหมือนกันด้วย อย่างเช่น ถ้าเราไปถามวัยรุ่นสมัยนี้ว่าสนใจเรื่องอะไรบ้าง เค้าอาจจะตอบกลับมาว่าสนใจ AF, The stars, LG Stars Challenge, Dot A, SQ, Hi5, อะไรก็ว่าไป แต่มันคงจะไม่สนุกหรอกนะที่เราจะไปคิดต้านกระแสพวกนี้ ยกเว้นเสียแต่ว่า...<เรานึกถึงปลาซามอนอ่ะ เวลามันจะวางไข่ มันจะต้องว่ายทวนกระแสน้ำไปให้ได้ ไม่ว่าจะเจอกับอุปสรรค หรือสิ่งเลวร้ายอะไรที่อยู่ข้างหน้า เช่น หมี ที่คอยมาดักกิน เป็นต้นแต่นั่นมันก็คือ ธรรมชาติ หนิ> ...เราจะค้นพบกระแสธรรมชาติของตัวเราเอง ใช่จริงๆ ดร. เอเชีย กำลังจะบอกว่าการรู้จักธรรมชาติของตัวเรา จะทำให้เราเป็นปลาที่มีชีวิต ไม่ใช่เป็นผักตบ หรือ ขยะที่ลอยตามกระแสน้ำไปฉันใดก็ฉันนั้น การจะทำอะไรก็ให้ทำตามกระแสธรรมชาติของตัวเราเองซะเราก็จะมีความสุข ตื่นมาทุกเช้าก็อยากจะลุกจากที่นอน อยากจะตอบแทนบุญคุณของโลกของพ่อแม่

ส่วนคนที่ไม่ทำตามกระแสธรรมชาติ ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว นโปเลี่ยน เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในเรื่องการรบมาก แต่ก็ต้องมาพบจุดจบของชีวิตเมื่อทำการฝืนธรรมชาติ ตอนที่ยกพลไปตีรัสเซียแถบไซบีเรีย กองทัพของนโปเลี่ยนมีทุกอย่างเหนือกว่า แต่ไม่สามารถรบชนะได้ เพราะการไม่รู้จักธรรมชาติของพลทัพนั่นแหล่ะ รัสเซียใช้ยุทธวิธี ยื้อ พอนโปจะมาบุก ก็เผาเมืองทิ้งและหนีขึ้นไปใกล้แถบขั้วโลกเรื่อยๆ ถ่วงเวลาให้ฝ่ายนโปเลี่ยนอาหารหมด และพ่ายแพ้ไปเอง และสุดท้ายนโปเลี่ยนก็ป่วยตายเพราะความหนาวเย็นของแถบไซบีเรีย


เฉลย เรื่องที่ครูอุ้ยไม่ยอมใช้คำว่า โรงเรียน หน้า อนุบาล ก่อน คือว่าคำว่า "โรงเรียน" มันเหมือนเป็นกรอบทางความคิดอย่างหนึ่ง ตามความเข้าใจของคนทั่วๆไป โรงเรียนก็คือสถานศึกษาที่มีหน้าที่จะต้องอบรมสั่งสอนเด็กให้มีความรู้หลากหลายสาขาวิชา แต่ครูิอุ้ย มีแนวคิดที่ว่าเด็กอนุบาล เป็นวัยที่ใส บริสุทธิ์ ควรเลี้ยงดู(อนุบาล)ให้เค้าได้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ และได้เป็นตัวเค้าที่สุด ให้เล่น ให้นอน ให้มีพัฒนาการตามธรรมชาติ ไม่ใช่มาเรียนๆๆๆๆๆๆ อย่างวัยประถมขึ้นไป

เพราะฉะนั้นการที่เพื่อนๆเรียนในทุกๆวันนี้ จะใช้การปั่นๆๆๆๆๆๆๆๆเข้าไปตอนเรียน ยัดๆๆๆๆๆเข้าไปตอนใกล้สอบ แล้วก็อ๊วกๆๆๆๆๆๆๆๆออกมา ตอนสอบ หรือจะใช้วิธีการอย่างไร ก็แล้วแต่เพื่อนๆเอง หรือจะนำวิธีคิดดีๆนี้ไปประยุกต์ใช้กันก็ได้นะ ตามสบายเลย
-----------------------------------------------------
คราวหน้าจะนำวิธีคิดดีๆมาฝากอีก และจะเขียนให้อ่านสบายๆมากกว่านี้นะ ไปนอนแล้ววันนี้ เม้นต์ได้ทุกอย่างเลยนะ ^^

7 ความคิดเห็น:

AmornTAR (^_^)/ กล่าวว่า...

ในบางครั้งกระแสสังคมใกล้ตัวก็เป็นขีดจำกัดของการดำเนินตามความฝันของเรา

Unknown กล่าวว่า...

อืม เห็นด้วยกับแก

Unknown กล่าวว่า...

วันก่อนเราได้คิดเรื่องที่ครูอุ้ยได้พูดว่า ถ้าไม่ให้เด็กได้มีโอกาสเล่น เด็กก็จะไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ตอนฟังตอนแรกๆดูเป็นประโยคแบบธรรมดาๆ cliche มากๆ แต่พอไปเจอประสบการณ์อะไรบางอย่างโดยตรง ทำให้เรามองว่าจริงๆแล้วประโยคนี้ลึกมาก

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อื้อ ฟังแล้วแต่ประโยชน์มากมายเลยหล่ะ

แต่ก็มีเรื่องที่ยังไม่คล้อยตาม เพราะมีเรื่องสงสัยอยู่
ที่จริงเราไม่คิดว่าอนุบาลจำเป็นต้อง ธรรมชาติขนาดนั้น

ข้อสงสัย
1. ถ้าอนุบาลควรเป็นเวลาที่ต้องธรรมชาติมากๆ จริงๆ อะไรที่บอกได้ว่า พอประถม แล้วก็เริ่มเรียนแหลกได้ ทำไมจุดตัดอยู่ที่ตรงนี้
2. เราไม่เข้าใจการที่ อ.อุ้ยบอกว่า ถ้าไม่ปล่อยให้เด็กได้เล่น แล้ว เค้าก็จะไม่เป็นผู้ใหญ่ที่ดี มันขนาดนั้นเลยหรือ มีอะไรที่prove ได้
3. พูดถึงเอาเข้าจริงๆ โรงเรียนอนุบาลอื่นๆ เค้าเรียนขนาดนั้นเลยหรือ

AmornTAR (^_^)/ กล่าวว่า...

ไม่รู้ว่าจะตอบข้อสงสัยeigxป่าวนะ
แต่ในความคิดเรา
1.ไม่ใช่ว่าพอประถมแล้วจะเริ่มแหลกแต่มันต้องมีการจัดการเรียนการสอนไปในทำนองเดียวกัน ซึ่งครูเค้าอยู่รร.อนุบาล เค้าเลยทำได้เท่าที่ความสามารถเค้าจะมีคือเปลี่ยนแปลงตัวเอง และพยายามบอกให้คนอื่นๆทำตาม ซึ่งในสังคมก็ยังต้องพยายามกันต่อไป
2.ข้อสองเราไม่มีproveแต่เราคิดว่างั้น ฮ่าๆ
3.น่าจะเหตุผลเดียวกับข้อ1

Unknown กล่าวว่า...

ต่อจากข้อ สอง ของ eigx
เราว่าการที่เด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีหรือไม่ มันไม่เกี่ยวข้องกับการที่เด็กได้เล่นตอนอนุบาลหรอกนะ
แต่การที่เด็กได้เล่นตอนช่วงอนุบาล มันอาจจะมีส่วนทำให้เด็กได้แสดงความเป็นธรรมชาติของตัวเองออกมามากที่สุด
ซึ่งมันอาจจะมีผลสืบเนื่องมาถึงตอนที่เด็กเหล่านั้นเติบโตมา แต่ถึงยังไงมันก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆของตัวเด็กเอง

จริงๆ เราว่า โรงเรียนอนุบาลอื่นๆมันก็คงไม่ได้ต่างกับอนุบาลบ้านบางรักมากหรอก
ส่วนที่แตกต่างน่าจะเป็นแนวคิดและวิสัยทัศน์ของผู้บริหารมากกว่า
และอย่างน้อยส่วนนี้ก็อาจจะทำให้ผู้ปกครองและสังคมได้หันมาตระหนักบ้าง
ซึ่งอนุบาลบ้านบางรักก็อาจจะเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้นอ่ะนะ

mmmeryy กล่าวว่า...

เราว่าการเล่นของเด็กอนุบาลสำคัญกว่าเรียนจริงๆนะ เพราะตามอนุบาลติวเตอร์ทั่วไป ที่สอนเด็กท่องก.ไก่ บวกเลขทุกวัน มันเป็นการตีกรอบความคิดเด็กมากเกินไป เรียนแบบนั้นอย่างเดียวทำให้เด็กหมดความมั่นใจและความสร้างสรรค์ที่จะคิดอะไรด้วยตัวเอง เพราะมีคนนำอยู่ตลอดเวลา ท่องก.ไก่ก็ตามๆครูไป ท่องซ้ำซากไปมานับร้อยครั้ง เหมือนเดิมทุกครั้ง พร้อมๆกับผองเพื่อนในเครื่องแบบเหมือนๆกัน ทุกคนทำแบบนี้ เด็กก็เห็นว่า เออมันก็แบบนี้กันหมดแหละ ท่องตามคนอื่นไป ท่องได้เดี๋ยวดีเอง ครูชื่นชม นี่โรงเรียนกำลังสร้างคนหรือสร้างหุ่นยนต์นะ ซึ่งนั่นก็ส่งผลมาถึงวัยผู้ใหญ่ ที่เด็กเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็จะปลิวไปตามกระแสสังคม ตามคนส่วนใหญ่ไปอย่างง่ายดายไม่คิดมาก..