<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-3705894142663377154</id><updated>2011-08-07T03:55:48.189-07:00</updated><category term='ข้อคิดจากเพลง'/><category term='ท่าที'/><category term='นิทานแต่งเอง'/><category term='วัยรุ่น'/><category term='การเมืองไทย'/><category term='Meditation'/><category term='จิตสำนึก'/><category term='กระแสสังคม'/><category term='การเผชิญสิ่งรอบตัว'/><category term='การรู้เท่าทัน'/><category term='คุณยายจอมเป๋อ'/><category term='ความเป็นตัวของตัวเอง'/><category term='ระบบการศึกษา'/><category term='กระแสธรรมชาติ'/><category term='วิธีการนั่งสมาธิ'/><category term='ความทุกข์'/><category term='ประโยชน์จากการทำสมาธิ'/><category term='ความภูมิใจ'/><category term='ความสุขทางใจ'/><category term='การนั่งสมาธิ'/><category term='จิตวิวัฒน์'/><category term='เพลงโดนๆ'/><category term='จุดยืนของพระพุทธศาสนา'/><category term='ความสุข'/><category term='วัตถุนิยม'/><category term='ตัวชี้วัดความสำเร็จ'/><title type='text'>Dhamma nai jai</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Ying</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09448462292546476819</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='18' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FAufozDhWqg/TJ5qW_otsrI/AAAAAAAAAcY/ZCpX9SuEGsA/S220/n1084230384_30377756_1003433.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>8</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3705894142663377154.post-2767363180941336470</id><published>2011-08-07T03:47:00.000-07:00</published><updated>2011-08-07T03:55:48.207-07:00</updated><title type='text'>พลิกความทุกข์เป็นโอกาสให้เราได้มองเห็นความสุข :)</title><content type='html'>&lt;div style="color: rgb(255, 204, 204);" class="mbl notesBlogText clearfix"&gt;&lt;div&gt;&lt;p&gt;อยู่ๆ ก็ลองคิดดูว่าใน ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและทุกข์ผสมปนเปกันไป  อันนี้ทุกคนก็ทราบดี  คงไม่มีใครบนโลกหรอกเนอะที่มีแต่สุขไม่ทุกข์เลย   แม้แต่เศรษฐีอันดับต้นๆของโลก เจ้าชายสิทธัตถะ   บุคคลที่มีฐานันดรสูงศักดิ์ทั้งหลาย   เหล่านี้ต่างก็เคยเผชิญกับเรื่องราวความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้นแหล่ะ   แต่สังเกตได้ว่าพอคนเรามีสุขสมหวัง เรามักไม่ค่อยคิดอะไรหรอก   มันมักจะเพลินไปกับมัน หลงไปว่าแบบนี้แหล่ะคือชีวิตของเราแบบที่เราต้องการ   อยากที่จะสุขแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ   หารู้ไม่ว่านี่แหล่ะจะเป็นต้นเหตุของอีกความทุกข์นึงแล้ว (กิเลสตัวที่ 1   ยึดติดกับความสุข) และพอตอนทุกข์เนี่ยะ มันก็จะทรมานมากกว่าเหตุเลยทีเดียว   ที่นี่เราก็เลยคิดว่าจะใช้อะไรมาดับทุกข์ตัวนี้ดี หันมองไป   ก็เจอแต่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี่แหล่ะที่เราคิดว่าดูมีเหตุมีผล  และน่าเชื่อถือที่สุด ไม่น่าเชื่อนะ   ว่าบางทีคนเรามีของดีอยู่แล้วก็มองข้ามไป ไม่ใส่ใจมัน   เห็นเป็นเรื่องน่าเบื่อไป น่าน้อยใจแทนพระพุทธเจ้าจริงๆ ฮ่าๆ &lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรามาลองใช้&lt;span class="fbUnderline"&gt;หลักอริยสัจ 4&lt;/span&gt; ดูนะ สิ่งแรก &lt;strong&gt;ทุกข์ &lt;/strong&gt;อาจจะเป็นทุกข์กาย หรือ ทุกข์ใจก็ได้ สมมติว่าเรากำลังมีทุกข์อยู่ อาจจะยังไม่มี แต่พอมีขึ้นมาก็ลองมาใช้หลักอันนี้ล่ะกัน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;สมุทัย&lt;/strong&gt;   เหตุแห่งทุกข์  เราก็มาหาต้นเหตุกันว่าทุกข์นั้นเกิดจากอะไร  โดยเราคิดว่าความทุกข์ส่วนใหญ่ แท้ที่จริงแล้ว  ก็เกิดจากความคิดของเราเองนี่แหล่ะ  บางทีนั่งอยู่ดีๆคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย   พอปล่อยความคิดของเราให้คิดไปตามกิเลส ก็ทุกข์แล้ว   เห็นมั้ยล่ะว่าความทุกข์มันมาง่ายขนาดไหน และถ้ามันมาง่าย   เราก็น่าจะมีวิธีกำจัดมันออกไปได้ง่ายเช่นกันนะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;หรือเราลองมา  คิดแบบนักวิทยาศาสตร์ก็ได้นะ สาเหตุของปัญหาอยู่ตรงไหน   มันก็ต้องแก้ที่ตรงนั้นอะแหล่ะ ในเมื่อความทุกข์ที่เกิดกับเราทุกวันนี้   เกิดจากเราไม่รู้จักความคิด คิดผิดบ้าง คิดถูกบ้าง   เมื่อคิดผิดก็เกิดทุกข์ทันที บางครั้งก็ทุกข์เกินกว่าสาเหตุมันด้วย   เช่นบางทีเจ็บไข้ได้ป่วยนิดหน่อยแต่ใจทุกข์มาก   เพราะเราปล่อยความคิดเราไปตามกิเลส เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถระงับตรงนี้ได้ (&lt;strong&gt;นิโรธ&lt;/strong&gt; ความดับทุกข์) ทำใจให้สงบ ปัญหาทุกอย่างก็จะเบาบางลงไปทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิธีดับทุกข์ง่ายๆ แค่ทดลองอันนี้ดูนะ &lt;span class="fbUnderline"&gt;&lt;em&gt;เวลามีความทุกข์ อะไรก็แล้วแต่ ลองกำหนดลมหายใจเข้าออกๆๆดูซัก 5 นาที หรือ 10 นาที แค่นี้เราก็ลืมความทุกข์ไปแล้ว&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;   หรืออาจจะเรียกว่าไม่ทุกข์แล้วก็ได้ เพราะจิตไม่คิดอะไร  อะไรๆก็สบายๆง่ายๆ  ชิลๆ เห็นมั้ยล่ะ  เราสามารถเปลี่ยนทุกข์เป็นสุขได้ด้วยวิธีเบาๆ   นี่แหล่ะคือสุขที่ประณีตขั้นต้นๆที่เกิดจากการเริ่มต้นง่ายๆ สรุปได้ว่า   ทุกข์เนี่ยะจริงๆแล้วเกิดจากใจเรานี่เอง เพราะเราคิดผิด   คิดปรุงแต่งไปเรื่อยๆ ได้เห็นอะไร ได้ยินอะไร ไม่ชอบใจอะไร   หรืออยู่ดีๆคิดถึงอดีตที่ไม่ดีหรืออนาคตไกลๆจนทำให้ไม่สบายใจ   เป็นทุกข์ไปเองอีก เฮ้อคนเรานี่ก็อย่างน้ีแหล่ะ   นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเนอะ ทำให้เราเชื่อว่าอะไรๆมันมีคำตอบของมัน   สิ่งที่เราต้องค้นหาขั้นต่อไปจากนี้คือคิดอย่างไรล่ะถึงเรียกว่าคิดถูก   คิดอย่างไรเรียกว่าคิดผิด หาความสุขที่ประณีตมากขึ้น   เครื่องมือการศึกษามีอยู่แล้วที่ได้ให้จากเนื้อนาบุญอันไพพวกเราชาวพุทธนี่  เอง อาจจะศึกษาจาก&lt;strong&gt;มรรค 8&lt;/strong&gt;ก็ได้   มันก็คือแนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ จริงๆเบื้องต้น   ชีวิตประจำวันเราคงไม่ต้องทำอะไรมากมายหรอก สบายๆ เพียงแต่คอยมีสติอยู่เสมอ   คอยสังเกตความรู้สึกนึกคิดของเรา ว่าเราคิดอย่างไรอยู่ รู้ตัวอยู่เสมอ   คอยตามมันให้ทัน แล้วเราก็จะเข้าใจอะไรๆมากขึ้น ขอให้ทุกคนโชคดี :) &lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;หญิง&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3705894142663377154-2767363180941336470?l=yingwipawadee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/feeds/2767363180941336470/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3705894142663377154&amp;postID=2767363180941336470' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/2767363180941336470'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/2767363180941336470'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/2011/08/blog-post.html' title='พลิกความทุกข์เป็นโอกาสให้เราได้มองเห็นความสุข :)'/><author><name>Ying</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09448462292546476819</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='18' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FAufozDhWqg/TJ5qW_otsrI/AAAAAAAAAcY/ZCpX9SuEGsA/S220/n1084230384_30377756_1003433.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3705894142663377154.post-8964772313957225460</id><published>2008-08-29T00:20:00.000-07:00</published><updated>2008-08-30T03:25:41.397-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเมืองไทย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คุณยายจอมเป๋อ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='นิทานแต่งเอง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ระบบการศึกษา'/><title type='text'>คุณยายจอมเป๋อ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ทุกค่ำคืน เด็กชายวัยมัธยมต้นกลุ่มหนึ่งจะเดินกลับบ้านด้วยกันหลังจากเตะบอลตอนหลังเลิกเรียน เพราะบ้านอยู่ละแวกเดียวกัน ทางเดินเข้าหมู่บ้านค่อนข้างเปลี่ยวและมืด มีร้านชำ 1 ร้านและมีบ้านคนไม่กี่หลังในซอย หนึ่งในนั้นก็เป็นบ้านของยายสร้อย ซึ่งเป็นที่รู้จักของเด็กๆอย่างดี เพราะคุณยายสร้อยมักจะทำขนมมาแจกให้เด็กๆ รับประทานอยู่เสมอ เด็กๆ จึงรักคุณยายมาก ค่ำวันนี้กลุ่มเด็กชายต้องเดินทางผ่านหน้าบ้านคุณยายสร้อยอีกเช่นเคย เด็กชายคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าคุณยายกำลังก้มๆ เงยๆ เหมือนมองหาอะไรบางอย่างอยู่ใต้เสาไฟฟ้า จึงหยุดเดินเข้าไปถามคุณยายว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“สวัสดีครับคุณยาย มีอะไรให้พวกผมช่วยมั้ยครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณยาย: ยายทำเข็มตกหายตั้งแต่เย็นแล้ว ป่านนี้ยังหาไม่เจอเลย หลานๆช่วยยายหาเข็มหน่อยนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กชาย: ได้ครับคุณยาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเด็กชายทั้งหลายก็ช่วยคุณยายหาเข็ม แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กชายคนหนึ่งจึงเสนอว่า “งั้นเดี๋ยวผมวิ่งไปซื้อเข็มที่ร้านชำหน้าปากซอยให้คุณยายใหม่นะครับ คุณยายรอสักครู่นะครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กชายคนนั้นวิ่งกลับมาพร้อมกับเข็ม 1 อันและมอบให้คุณยายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณยาย : ขอบใจจะหลาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กชาย : งั้นพวกผมขอลานะครับ สวัสดีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;************************&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่ำวันต่อมา กลุ่มเด็กชายเดินผ่านหน้าบ้านยายเหมือนเดิม และเห็นยายทำท่าทางงกๆเงินๆเหมือนหาอะไรอยู่ใต้เสาไฟฟ้าอีกเช่นเคย จึงเดินเข้าไปทักด้วยความเป็นห่วงเป็นใย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;: สวัสดีครับคุณยาย มีอะไรให้พวกผมช่วยมั้ยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณยาย: ยายทำเข็มตกหายอีกอันนึงแล้ว ป่านนี้ยังหาไม่เจอเลย หลานๆช่วยยายหาเข็มหน่อยนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กชาย: ได้ครับคุณยาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเด็กชายทั้งหลายก็ช่วยคุณยายหาเข็ม แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กชายคนหนึ่งจึงเสนอว่า “งั้นเดี๋ยวผมวิ่งไปซื้อเข็มที่ร้านชำหน้าปากซอยให้คุณยายใหม่นะครับ เดี๋ยวคราวนี้ผมซื้อเผื่อไว้ให้คุณยาย 2 อันเลย คุณยายรอสักครู่นะครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กชายคนนั้นวิ่งกลับมาพร้อมกับเข็ม 2 อันและมอบให้คุณยายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณยาย : ขอบใจจะหลาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กชาย : งั้นพวกผมขอลานะครับ สวัสดีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*************************&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่ำวันต่อมา กลุ่มเด็กชายเดินผ่านหน้าบ้านยายเหมือนเดิม และเห็นยายทำท่าทางเหมือนหาเข็มอยู่ใต้เสาไฟฟ้าอีกเช่นเคย จึงเดินเข้าไปเพื่อให้ความช่วยเหลือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กชาย : สวัสดีครับคุณยาย มีอะไรให้พวกผมช่วยมั้ยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณยาย : ยายทำเข็มตกหายอีกแล้ว ยายนี่มันแย่จริงๆ ชอบทำเข็มหายอยู่เรื่อยเลย หลานๆช่วยยายหาเข็มหน่อยนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กชาย : แล้วคุณยายทำเข็มทั้งสองอันหล่นหายหมดเลยเหรอครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณยาย : จะ ก็ยายไม่ทันระวังเองล่ะจะ ยายผิดเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กชาย : คุณยายไม่ผิดหรอกครับ เดี๋ยวพวกผมช่วยกันหาครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณยาย : ขอบใจจะหลานๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเด็กชายทั้งหลายก็ช่วยคุณยายหาเข็ม แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กชายจึงถามคุณยายว่า “แล้วคุณยายใช้เข็มครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณยาย : ช่วงเย็นๆจะ ยายนั่งเย็บผ้าอยู่ในบ้าน แล้วยายก็ทำเข็มหล่นหาย ==&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กชาย : แล้วทำไมคุณยายมาหาเข็มตรงนี้ล่ะครับ (เด็กชายยิ้มๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณยาย : ยายเห็นว่าในบ้านมันมืดแล้วจะหาเข็มไม่เจอ ยายก็เลยมาหาใต้เสาไฟฟ้านี่แหล่ะ มันสว่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กๆ จึงขำ 555+ แล้วเดินจากไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;********************&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.ใช่ เรื่องนี้เมื่อคนทั่วไปมาอ่าน ก็จะนึกขำคุณยายเหมือนเด็กๆพวกนั้นแหล่ะ แต่หารู้ไม่ว่าบางทีพวกเขาเหล่านั้นอาจจะกำลังเป็นอย่างคุณยายคนนี้ก็ได้จึงทำให้หาความสุขไม่เจอซักที มัวแต่ไปแสวงหาความสุขนอกกาย โดยไม่รู้เลยว่าความสุขที่แท้จริงหาได้จากใจของเรานี่เอง การที่คุณยายทำเข็มหายในบ้าน แต่กลับออกมาหานอกบ้านเพราะเห็นว่าใต้เสาไฟฟ้ามันสว่างดี อาจจะช่วยให้คุณยายหาเข็มเจอก็ได้ แน่นอนว่าคุณยายเข็มตรงนั้นไปอีกสิบปีก็คงจะไม่เจอ เป็นเพราะคุณยายกำลังแก้ปัญหาผิดจุด แล้วยิ่งเด็กๆมาช่วยคุณยายแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ครั้งหนึ่ง ก็เลยทำให้คุณยายเข้าใจว่าเมื่อเกิดปัญหาอีก สามารถมาทำแบบนั้นได้เรื่อยๆ แล้วปัญหาก็จะถูกแก้ไป โดยมีได้สอนให้คุณยายรู้ว่าคุณยายควรจะแก้ปัญหาแบบใดและเดินจากไป ซึ่งหากว่าคุณยายทำเข็มหายอีก ก็อาจจะมาหาใต้เสาไฟฟ้าอีกเช่นเคย เพราะคุณยายขาดคนที่จะมาชี้แนะว่าควรจะทำอย่างไรดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะเปรียบเทียบกับการเมืองไทยในวันนี้ ทุกฝ่ายก็ต้องการที่จะหาทางออกให้กับประเทศไทย หรือไม่ว่าจะหาทางออกให้กับฝ่ายตัวเองก็ตาม ฝ่ายหนึ่งก็มีเป้าหมายที่มั่นคงมากๆ อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยอมถอย สองฝ่ายไม่ยอมถอยคนละก้าวแล้วมาคุยกัน คนตรงกลางไม่มีที่ว่างให้ยืน ถูกเตะไปฝ่ายโน้นทีฝ่ายนี้ที จนละอาใจ ทั้งหมดทั้งมวลเนื่องมาจาก&lt;a href="http://thaishouldknow.blogspot.com/2008/08/blog-post_4078.html"&gt;ระบบการศึกษาไม่มีประสิทธิภาพ &lt;/a&gt;การศึกษาที่ให้แต่คำตอบเรา ไม่ได้ให้เครื่องมือในการคิดหาคำตอบเอง คือไม่ได้สอนให้เราๆคิดเป็น มี&lt;a href="http://thaishouldknow.blogspot.com/2008/08/blog-post_4078.html"&gt;มิติในการคิด &lt;/a&gt;มีวินัยความซื่อสัตย์ มีความเกรงกลัวต่อบาป ทำให้คนเราหาทางออกให้กับปัญหาไม่ได้ ใช้วิธีการที่ตนคิดว่าดีที่สุดแล้วนำไปสู่จุดหมายปลายที่ตัวเองต้องการ ใช้ความยึดเยื้อชนะความเหนียวแน่น ใช้ความใสซื่อเอาชนะความไม่จริงใจ นำไปสู่หายนะที่ได้ประจักษ์แล้ว ณ ขณะนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องมาร่วมมือกันสร้างเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพให้ชาวเราๆไว้แก้ปัญหาในอนาคตกันเถอะ หวังว่าวันข้างหน้ามันจะดีขึ้นนะ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3705894142663377154-8964772313957225460?l=yingwipawadee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/feeds/8964772313957225460/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3705894142663377154&amp;postID=8964772313957225460' title='4 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/8964772313957225460'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/8964772313957225460'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/2008/08/blog-post_29.html' title='คุณยายจอมเป๋อ'/><author><name>Ying</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09448462292546476819</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='18' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FAufozDhWqg/TJ5qW_otsrI/AAAAAAAAAcY/ZCpX9SuEGsA/S220/n1084230384_30377756_1003433.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3705894142663377154.post-7663040698487191290</id><published>2008-08-26T07:53:00.001-07:00</published><updated>2008-08-26T08:54:50.912-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Meditation'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การนั่งสมาธิ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิธีการนั่งสมาธิ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประโยชน์จากการทำสมาธิ'/><title type='text'>ประโยชน์จากการนั่งสมาธิทั้งหลักพุทธศาสน์และวิทยาศาสตร์</title><content type='html'>ในทางพระพุทธศาสนา&lt;br /&gt;สมาธิ คือ ความสงบ สบาย และความรู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่งที่มนุษย์สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่พระพุทธศาสนากำหนดเอาไว้เป็นข้อควรปฏิบัติ เพื่อการดำรงชีวิตทุกวันอย่างเป็นสุข ไม่ประมาท เต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะและปัญญา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงพ่อธัมมชโย เทศนาว่า "การทำสมาธิคือการทำใจให้หยุดนิ่ง อยู่ภายในกลางกายของเรา หรือการดึงใจกลับเข้ามาสู่ภายใน อยู่กับเนื้อกับตัวของเราในอารมณ์ที่สบาย เป็นการดึงใจที่ซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆในความคิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ธุรกิจการงาน การศึกษาเล่าเรียน เรื่องสนุกสนานเฮฮา หรือเรื่องนอกเหนือจากนั้นก็ตาม"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และหลวงพี่ที่ไปเป็นพระพี่เลี้ยงในค่ายสมาธิ ท่านก็ได้สอนว่าขณะนั่งสมาธิ ใจ จะกลับไปอยู่ ณ ศูนย์กลางกายอีกครั้ง ซึ่งตามปกติแล้ว ใจ จะไม่หยุดนิ่ง แต่จะมี 4 เวลาเท่านั้นที่ ใจ จะกลับไปอยู่ ณ ศูนย์กลางกายโดยอัตโนมัติ 1 คือ ตอนเกิด 2 คือ ตอนก่อนตาย 3 คือ ตอนกำลังจะหลับ 4 คือ ตอนตื่นใหม่ๆ เท่านั้น และการนั่งสมาธิจะทำให้เรามีจิตใจที่สงบและมีความสุขที่แท้จริง&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5238853754255880050" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_FAufozDhWqg/SLQlu5ykr3I/AAAAAAAAAO0/OVpuw1Owfn8/s400/Picture6.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;______________________________________________________________&lt;br /&gt;The Science of Meditation จาก Time Magazine&lt;br /&gt;ในสหรัฐอเมริกาคนอเมริกันนับสิบล้านคนนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ เป็นสองเท่าของสิบปีก่อน สถานที่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกา เช่น ที่นิวยอร์คก็เปลี่ยนเป็นที่นั่งสมาธิหลายแห่ง จนคนเรียกย่านนั้นว่าย่านชาวพุทธ (สำหรับเราเอง ตอนเรียนที่Miss Porter's เค้าก็ให้นั่งสมาธิก่อนเข้าคลาสเรียนทุกเช้า) นักกฏหมาย นักธุรกิจ ดาราภาพยนตร์ต่างก็นั่งสมาธิ แม้แต่นักโทษในคุกก็มีห้องนั่งสมาธิ ผู้พ้นโทษมาแล้วจะกลับเข้าคุกน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้นั่ง ฮิลลารี่ คลินตัน ก็ยังพูดถึงสมาธิ และอัล กอร์ ก็นั่งสมาธิด้วย จนทำให้คนไม่เชื่อเรื่องสมาธิกลายเป็นคนกลุ่มน้อยในสหรัฐฯไปแล้ว คนเหล่านี้นั่งสมาธิเพราะสมาธิทำให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย สุขภาพดีขึ้น ชีวิตดีขึ้น ทำให้สร้างความสามัคคีปรองดองให้เกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การนั่งสมาธิทำให้ร่างกายมีสภาวะเหมือนก่อนจะหลับ แต่ไม่ได้หลับ มีสติรู้ตัวอยู่เสมอ และทำให้จิตใจสดชื่นแจ่มใส สมาธิยังช่วยกำจัดความขัดแย้งภายในจิตใจ ทำให้ในอยู่นิ่งท่ามกลางความสับสนวุ่นวายว่าจะทำอย่างไรดี เมื่อใจอยู่นิ่งแล้วจะทำให้เข้าใจสถานการณ์ต่างๆได้ดีขึ้น ยอมรับมันด้วยความสงบและมีความสุขมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แพทย์แห่งมหาลัยฮาร์วาร์ดแนะนำให้คนไข้นั่งสมาธิเป็นประจำและสม่ำเสมอมากขึ้น เพราะผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์จากการสแกนคลื่นสมองพบว่าสมองจะมีระบบปิดกั้นเรื่องราวต่างๆไม่ให้เข้ามา และไม่ส่งเรื่องเข้าไปย่อยในส่วนลึกของเนื้อสมองอย่างเคย แต่ทำให้ระบบลิมบิคซึ่งเป็นส่วนควบคุมทางด้านอารมณ์และความจำดีขึ้น ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ ลมหายใจ และการเผาผลาญในร่างกายเป็นปรกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมาธิจะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้มากขึ้น สามารถรักษาโรคร้ายแรง โรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เอดส์ มะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคใจสั่น สมาธิยังรักษาจิตใจที่ปั่นป่วนกดดัน สมาธิสั้น วุ่นวาย ไม่อยู่นิ่งอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นประโยชน์ของการนั่งสมาธิแบบนี้แล้ว บางคนอาจจะอยากนั่งสมาธิขึ้นมา เรามาดูวิธีการฝึกสมาธิเบื้องต้นกันเลยล่ะกัน &lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5238854701176952898" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_FAufozDhWqg/SLQmmBWJmEI/AAAAAAAAAO8/HOO52sRZies/s400/13.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;1. กราบบูชาพระรัตนตรัย เป็นการเตรียมตัวเตรียมใจให้นุ่มนวล แล้วสมาทานศีล 5 หรือ ศีล 8 เพื่อย้ำในความมั่นคงของคุณธรรมของตนเอง&lt;br /&gt;2. คุกเข่าหรือนั่งพับเพียบสบายๆ ระลึกถึงความดี ที่ได้ทำไปแล้วในวันนี้ ในอดีต และที่ตั้งใจจะทำต่อไปในอนาคต จนราวกับว่าร่างกายทั้งหมดประกอบขึ้นด้วยธาตุแห่งคุณงามความดีล้วนๆ&lt;br /&gt;3. นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดหัวแม่มือข้างซ้าย นั่งให้อยู่ในท่าที่พอดี ไม่ฝืนร่างกายมากเกินไป ไม่เกร็ง แต่อย่าให้หลังโค้งงอ หลับตาสบายๆ ไม่บีบกล้ามเนื้อตาหรือขมวดคิ้ว แล้วตั้งใจมั่น วางอารมณ์สบายๆ สร้างความรู้สึกให้พร้อมทั้งกายและใจว่ากำลังจะเข้าไปสู่ภาวะแห่งความสงบสบายอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;4. กำหนดนิมิตเป็น ดวงแก้วกลมใส นึกเหมือนว่าดวงแก้วนั้นมานิ่งสนิทอยู่ ณ ศูนย์กลางกาย นึกไปภาวนาไปอย่างนุ่มนวลเป็นพุทธานุสติว่า "สัมมา อะระหัง" หรือค่อยๆน้อมนึกถึงดวงแก้วกลมใสค่อยๆเคลื่อนเข้ามาสู่ศูนย์กลางกาย น้อมนึกอย่างสบายๆ ใจเย็นๆ ไปพร้อมกับคำภาวนา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3705894142663377154-7663040698487191290?l=yingwipawadee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/feeds/7663040698487191290/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3705894142663377154&amp;postID=7663040698487191290' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/7663040698487191290'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/7663040698487191290'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/2008/08/science-of-meditation.html' title='ประโยชน์จากการนั่งสมาธิทั้งหลักพุทธศาสน์และวิทยาศาสตร์'/><author><name>Ying</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09448462292546476819</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='18' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FAufozDhWqg/TJ5qW_otsrI/AAAAAAAAAcY/ZCpX9SuEGsA/S220/n1084230384_30377756_1003433.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_FAufozDhWqg/SLQlu5ykr3I/AAAAAAAAAO0/OVpuw1Owfn8/s72-c/Picture6.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3705894142663377154.post-5674508019885828813</id><published>2008-08-21T06:46:00.007-07:00</published><updated>2008-09-12T23:09:53.392-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ตัวชี้วัดความสำเร็จ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตสำนึก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความภูมิใจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วัตถุนิยม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความสุขทางใจ'/><title type='text'>แบบทดสอบตัวชี้วัดความสำเร็จ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;วันนี้ได้ดูข่าวเกี่ยวกับการหลบไปต่างประเทศของท่านผู้ใหญ่ที่เป็นที่รู้จักกันดีในระดับประเทศ 3 คนด้วยกันค่ะ คิดไปคิดมาก็เลยเกิดเป็นแบบทดสอบตัวชี้วัดความสำเร็จขึ้นมา ให้เพื่อนๆได้ลองทำกันดูนะคะ ใช้เวลาเพียงแป๊ปเดียว แล้วจะได้เห็นอะไรที่น่าประทับใจบางอย่างในตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนๆเคยลองถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองบ้างมั้ย ความสำเร็จที่เราอยากได้และใฝ่ฝันมันคืออะไร&lt;br /&gt;ใช่ ชื่อเสียง เกียรติยศ ทรัพย์สิน เงินทอง อำนาจ บารมี ความนับหน้าถือตา หรือตำแหน่งหน้าที่ทางการงาน รึป่าว&lt;br /&gt;ทำไมบางคนที่เคยมีสิ่งเหล่านี้ครบหมดแล้วก็ยังต้องโดนสังคมดูหมิ่นประณามอีก นั่นเรียกว่า ความสำเร็จที่แท้จริงรึปล่าว&lt;br /&gt;แล้วอย่างบางคนที่มีสิ่งเหล่านี้ครบอยู่แล้วแต่ทำไมหาความสุขในชีวิตไม่ได้เลย นั่นคือ ความสำเร็จที่ไร้ความสุขที่พวกเขาไขว่คว้ามางั้นหรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงอยู่ที่ว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้มันเป็นสิ่งหอมหวานที่ใครๆก็อยากได้ มันอาจจะทำให้เรามีความสุขสะดวกสบายอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่มันก็ไม่อยู่กับเราไปตลอด พอเราหลงงมงายอยู่กับสิ่งเหล่านี้มากขึ้นนานขึ้น มันอาจจะทำให้เราลืมนึกถึงอะไรบางอย่าง ที่ตัวเรากำลังค้นหาอยู่ สิ่งงดงามและสดใสเหล่านั้นมันซ่อนอยู่ภายในใจของทุกคนค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มเลยนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้เพื่อนๆลองจินตนาการดูว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ให้เราลองเขียนสิ่งที่เราทำสำเร็จมาทั้งหมดในชีวิตว่ามีอะไรบ้าง ความภูมิใจทั้งหมดที่มี และสิ่งต่างๆที่ทำให้เรามีความสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นึกเลยค่ะ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.เขียนเป็นรายการเลยก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังมีเวลาอีกค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นึกอะไรได้เพิ่มมั้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าเพิ่งscroll downนะ :)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทดเวลาให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ครบหมดแล้วใช่ป่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ตัดอันที่คิดว่าใช่ น้อยที่สุดออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจะสังเกตเห็นได้ว่า วัตถุ หรือ หน้าตาทางสังคม ไม่ได้อยู่ในรายการที่เราเขียนแต่อย่างใด แต่สิ่งที่อยู่ในใบรายการนี้คือส่วนประกอบพื้นฐานของชีวิตที่ให้ความสุขและความพึงพอใจ ซึ่งได้แก่ ความสัมพันธ์และเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตเรา เช่น การออกค่ายหรือการบำเพ็ญประโยชน์ตอบแทนสังคม การเป็นลูกที่ดีของพ่อและแม่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสิ่งที่ทำให้เรามีความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายๆครั้งเราที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#ffff99;"&gt;เราทำเหมือนกับว่าสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับความรู้สึกคือเรื่องจริงตลอดมา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นแทนที่เราจะพึงพอใจหรือเป็นสุขกับสิ่งที่มีความสำคัญอย่างแท้จริงต่อชีวิตเรา แต่เรากลับเลือกที่จะเก็บสิ่งของหรือสิ่งที่สังคมเชื่อว่าเป็นความสำเร็จนี้ไว้ โดยไม่เคยตั้งคำถามว่าความหมายของความสำเร็จที่แท้จริงคืออะไร เหมือนที่บางคนชอบพูดว่า สังคมมันพาไป...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่เราอยู่ในสังคมแห่งวัตถุนิยมทำให้เราลืมนึกไปว่าความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่ใจของเรามากกว่าสิ่งที่เป็นวัตถุหรือสิ่งนอกกายเรา คนบางคนมีความภูมิใจในการเป็นนักเขียน นักประพันธ์เพลง นักดนตรี นักศิลปะ ช่างถ่ายภาพ คนบางคนมีความภูมิใจในการเป็นครู เป็นทหาร ตำรวจ หมอ พยาบาล วิศวกร นักธุรกิจ คนบางคนมีความภูมิใจในการเป็นคนขับรถประจำทาง หรือพนักงานเก็บค่าโดยสาร หรือแม้กระทั่งคนบางคนมีความภูมิใจในการเป็นคนเก็บขยะ กวาดถนนทำให้บ้านเมืองสะอาดน่าอยู่ และไม่ได้คิดว่าตนเองจะถูกเยียดหยามหรือว่าตนเองจะต้องมีอะไรมากมายเกินความจำเป็นในชีวิต เพราะวัตถุต่างๆเหล่านั้นเป็นเพียงแค่เครื่องประดับหรือสิ่งปรุงแต่งเพียงภายนอกที่ไม่สามารถเอาติดตัวไปได้เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิต และไม่แน่ว่าจะรักษาไว้ได้อย่างยั่งยืนหรือตลอดรอดฝั่งในขณะมีชีวิตอยู่ ดังนั้นเราจึงไม่ควรมุ่งความสนใจไปกับวัตถุ เงินทอง หน้าตาทางสังคมเสมือนกับตัวชี้วัดความสำเร็จในชีวิตของเรามากนัก แต่ให้นึกถึงการทำความดี การทำประโยชน์ให้แก่สังคมและคนรอบข้าง ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความสุขที่เกิดได้ทันที เป็นสิ่งที่ทำได้ทันที และอยู่คงทนในใจตราบนานเท่านานค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในชีวิตจริง เพื่อนๆไม่ได้มีเวลาที่จะทำแบบทดสอบจำกัดแบบนี้ค่ะ แต่เพื่อนๆมีเวลาทั้งชีวิตในการตอบคำถามในใจของตัวเอง ลองกลับไปคิดดู สู้ๆนะคะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3705894142663377154-5674508019885828813?l=yingwipawadee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/feeds/5674508019885828813/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3705894142663377154&amp;postID=5674508019885828813' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/5674508019885828813'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/5674508019885828813'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/2008/08/blog-post_21.html' title='แบบทดสอบตัวชี้วัดความสำเร็จ'/><author><name>Ying</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09448462292546476819</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='18' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FAufozDhWqg/TJ5qW_otsrI/AAAAAAAAAcY/ZCpX9SuEGsA/S220/n1084230384_30377756_1003433.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3705894142663377154.post-4131567105690766611</id><published>2008-08-16T12:54:00.000-07:00</published><updated>2008-09-12T23:08:38.762-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กระแสธรรมชาติ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วัยรุ่น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กระแสสังคม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตวิวัฒน์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความเป็นตัวของตัวเอง'/><title type='text'>เคยคิดเบื่อกับกระแสสังคมบ้างมั้ยล่ะ?</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เคยสงสัยมั้ยล่ะว่า ที่คนพูดบ่อยๆว่าวัยรุ่นชอบทำตามกระแสเนี่ย กระแสที่ว่ามันเป็นยังไง และจะมีวิธีไม่ปล่อยตนตามกระแสนี้ทำยังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีคิดแบบดร.เอเชียและคุณครูอุ้ย อาจจะตอบคำถามนี้ของเพื่อนๆอยู่ก็ได้&lt;br /&gt;ในค่าย Teacupตลับไม้ขีด ที่ผ่านมานี้ ได้เชิญทั้งสองท่านให้มาบรรยายและให้คำแนะนำดีดีกับสมาชิก ซึ่งเราว่ามันดีมากเลยอ่ะ เราจะค่อยๆเล่าเนื้อหาที่ได้กลั่นกรองมาจากทั้งสองท่านนี้ให้อ่านกันนะ&lt;br /&gt;&gt;&gt;&gt;&lt;br /&gt;เค้าก็เริ่มด้วยการแนะนำตัว &gt;&gt;&gt;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;คุณครูอุ้ย หรือ อาจารย์อภิสิริ จรัลชวนะเพท เป็นผอ. โรงเรียนอนุบาลบ้านรัก &lt;ซึ่งจริงๆคุณครูไม่ชอบให้ใช้คำว่า โรงเรียน นำหน้า อนุบาล ด้วยเหตุผลอะไร โปรดติดตามต่อ นะจ๊ะ&gt; และคุณครูเป็นAshoka Fellowที่ทำงานด้านการศึกษา ครูอุ้ยเป็นผู้ริเริ่มการเรียนการสอนทางเลือกที่พัฒนาศักยภาพของเด็กรวมไปถึงเด็กที่มีพัฒนาการช้ากว่าเด็กทั่วไปโดยผสมผสานกับการพัฒนาด้านจิตวิญญาณตามแบบแผนทางพุทธศาสน์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#66ffff;"&gt;ดร. เอเชีย หรือ ดร. สรยุทธ รัตนพจนารถ เป็นอาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม. มหิดลและเป็นนักวิจัยโครงการวิจัยและจัดการความรู้จิตตปัญญาศึกษา ท่านก็ได้เปิดประเด็น&lt;ความคิดเห็นนะ&gt;อย่างน่าสนใจว่า "มวลมนุษยชาติมีโอกาสถึงกาลอวสานในเร็วๆนี้ ถ้าเรามองจากมุมของผู้สังเกต เราจะพบว่าโลกเสื่อมลงมาก เนื่องจากไม่ว่าจะไปดูแนวโน้มด้านไหน ก็ล้วนแต่เป็นไปในทางลบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และธรรมชาติ" &lt;สาธยายตรงนี้ึคงไม่จบแน่ๆ&gt; ซึ่งในอนาคตน่าจะมี “Spiritual Revolution” หรือการปฏิวัติทางจิตวิญญาณ อะไรทำนองนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;ส่วนคุณครูอุ้ยได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ได้อย่างน่าสนใจไม่แพ้ดร.เอเชีย ครูอุ้ย เผยว่า การเรียนรู้ที่ดีนั้นควรจะนำไปสู่สมดุลของ 3 สิ่ง ดังนี้&lt;br /&gt;1. ความเก่ง คือ เรียนอะไรแล้ว เอาให้มันเก่งแบบสุดๆไปเลย &lt;เหมือนThe Truthที่อาจารย์แน็ทบอกเลย&gt;&lt;br /&gt;2. ความดี &lt;เราคิดว่าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคุณธรรมความดีแบบนั้น แต่น่าจะหมายถึง ความถนัด มากกว่า&gt; เพราะคุณครูอุ้ย ขยายความว่า เรียนอะไรแล้วคิดว่าทำได้ดีด้วย&lt;br /&gt;3. ความสุข คือ เรียนให้มีความสุขอ่ะ &lt;ซึ่งอันนี้เราว่าสำคัญมาก และคนส่วนใหญ่ไม่ได้คำนึงถึงข้อนี้เลย&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;span style="color:#66ffff;"&gt;สลับ กลับมาที่ดร. เอเชีย&lt;br /&gt;ท่านได้ให้หลักคิด 2 หลัก คือ&lt;br /&gt;1. คิดไตร่ตรองอย่างคร่ำครวญ โดยใช้ปัญญา และมีครูบาอาจารย์&lt;br /&gt;&lt;เคยรู้สึกมั้ยว่า บางคราวอาจารย์ก็นำพาเราไปไกลจากที่ๆเราเป็นเรา นั่นคือ อาจารย์เค้ากำลังยกระดับจิตใจ และอบรมให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั่นเอง&gt;&lt;br /&gt;2.ต้องตั้งถามกับตัวเองอยู่เสมอ โดยมีวิญญาณ"ขบถ" อยู่ในใจ (ขบถ หมายถึง การไม่ยอมอยู่ใต้สิ่งครอบงำต่างๆ เช่น พวกกิเลส ตัณหา) และให้มีหิริโอตัปปะ หรือความละอายและเกรงกลัวต่อบาปด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;และพิธีกรก็ถามต่อเกี่ยวกับเรื่องการหาแนวร่วมในการทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งว่าควรจะทำอย่างไรคุณ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;ครูอุ้ยได้บอกเคล็ดไม่ลับ ประมาณ 4-5 ข้อ ว่า&lt;br /&gt;1. เราควรจะมีทุนก่อน ถ้ายังไม่มี ต้องเสียสละก่อน &lt;เราก็ไปคิดต่อเองว่า ทุน ในที่นี้ก็คงจะหมายถึง ทุน ในหลายด้านอ่ะนะ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเงิน&gt;&lt;br /&gt;2. พื้นที่ &lt;คิดต่อเองว่า อาจจะเป็นพวกwebsiteได้รึป่าวคะ&gt;&lt;br /&gt;3. เพื่อนฝูงที่คิดเหมือนๆกะเรา และถ้าจะรับคนเพิ่ม ให้สร้างคนแทน ครูอุ้ยเล่าว่าในการรับครูเพิ่มที่อนุบาล เค้าจะไม่รับดอกไม้artificialแต่เค้าจะปลูกดอกไม้เอง เพาะบ่ม และเมื่อดอกไม้สวยแล้ว เค้าก็จะนำมันไปไว้ให้คนอื่นได้ชื่นชมด้วย &lt;ไม่รู้เราตีความผิดหรือถูก เพื่อนช่วยเม้นต์ด้วยน้า&gt;&lt;br /&gt;4. การสร้างแรงบันดาลใจให้กับแนวร่วม เช่น พาเค้าไปดูงาน ดูความสำเร็จด้วยกัน เค้าจะได้อินในการทำงาน และที่สำคัญจุดยืนและเป้าหมายขององค์กรเราจะต้องไม่เปลี่ยน&lt;br /&gt;สุดท้าย ถ้าเราเป็นคนดีและมีความสุข เพื่อนก็อยากจะทำงานด้วยเอง “To be loved is to be loveable”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;span style="color:#66ffff;"&gt;ดร. เอเชีย ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องแนวร่วมได้อย่างน่าประทับใจเช่นกันท่านบอกว่า แนวร่วมที่ดีที่สุดก็คือ ตัวเราเอง &lt;ถ้าเราไม่จริงใจกับตัวเราเองใครจะมาจริงใจกับเราใช่มะ&gt; เพราะคนบางคนไม่รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ &lt;แบบว่า เราอินไรว่ะ&gt;ก็เลยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย เมื่อเรารู้ว่าตัวเราเองชอบอะไรแล้ว คือ มีฉันทะ แล้วก็จะมี วิริยะ ตามมาเอง &lt;ไปศึกษาต่อได้ในอิทธิบาท 4 นะ&gt; เพราะฉะนั้นการรู้ธรรมชาติของตัวเราเองจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก&lt;br /&gt;และต่อไปนี้คือทัศนะการมองสังคม จากตัวดร. เอเชีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกยุคทุกสมัยมันก็มีกระแสสังคมทั้งนั้นแหล่ะ แต่กระแสหรือองค์บริบทเหล่านั้นมันแตกต่างกัน และคนเราก็มองกระแสไม่เหมือนกันด้วย อย่างเช่น ถ้าเราไปถามวัยรุ่นสมัยนี้ว่าสนใจเรื่องอะไรบ้าง เค้าอาจจะตอบกลับมาว่าสนใจ AF, The stars, LG Stars Challenge, Dot A, SQ, Hi5, อะไรก็ว่าไป แต่มันคงจะไม่สนุกหรอกนะที่เราจะไปคิดต้านกระแสพวกนี้ ยกเว้นเสียแต่ว่า...&lt;เรานึกถึงปลาซามอนอ่ะ เวลามันจะวางไข่ มันจะต้องว่ายทวนกระแสน้ำไปให้ได้ ไม่ว่าจะเจอกับอุปสรรค หรือสิ่งเลวร้ายอะไรที่อยู่ข้างหน้า เช่น หมี ที่คอยมาดักกิน เป็นต้นแต่นั่นมันก็คือ ธรรมชาติ หนิ&gt; ...เราจะค้นพบกระแสธรรมชาติของตัวเราเอง ใช่จริงๆ ดร. เอเชีย กำลังจะบอกว่าการรู้จักธรรมชาติของตัวเรา จะทำให้เราเป็นปลาที่มีชีวิต ไม่ใช่เป็นผักตบ หรือ ขยะที่ลอยตามกระแสน้ำไปฉันใดก็ฉันนั้น การจะทำอะไรก็ให้ทำตามกระแสธรรมชาติของตัวเราเองซะเราก็จะมีความสุข ตื่นมาทุกเช้าก็อยากจะลุกจากที่นอน อยากจะตอบแทนบุญคุณของโลกของพ่อแม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคนที่ไม่ทำตามกระแสธรรมชาติ ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว นโปเลี่ยน เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในเรื่องการรบมาก แต่ก็ต้องมาพบจุดจบของชีวิตเมื่อทำการฝืนธรรมชาติ ตอนที่ยกพลไปตีรัสเซียแถบไซบีเรีย กองทัพของนโปเลี่ยนมีทุกอย่างเหนือกว่า แต่ไม่สามารถรบชนะได้ เพราะการไม่รู้จักธรรมชาติของพลทัพนั่นแหล่ะ รัสเซียใช้ยุทธวิธี ยื้อ พอนโปจะมาบุก ก็เผาเมืองทิ้งและหนีขึ้นไปใกล้แถบขั้วโลกเรื่อยๆ ถ่วงเวลาให้ฝ่ายนโปเลี่ยนอาหารหมด และพ่ายแพ้ไปเอง และสุดท้ายนโปเลี่ยนก็ป่วยตายเพราะความหนาวเย็นของแถบไซบีเรีย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;เฉลย เรื่องที่ครูอุ้ยไม่ยอมใช้คำว่า โรงเรียน หน้า อนุบาล ก่อน คือว่าคำว่า "โรงเรียน" มันเหมือนเป็นกรอบทางความคิดอย่างหนึ่ง ตามความเข้าใจของคนทั่วๆไป โรงเรียนก็คือสถานศึกษาที่มีหน้าที่จะต้องอบรมสั่งสอนเด็กให้มีความรู้หลากหลายสาขาวิชา แต่ครูิอุ้ย มีแนวคิดที่ว่าเด็กอนุบาล เป็นวัยที่ใส บริสุทธิ์ ควรเลี้ยงดู(อนุบาล)ให้เค้าได้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ และได้เป็นตัวเค้าที่สุด ให้เล่น ให้นอน ให้มีพัฒนาการตามธรรมชาติ ไม่ใช่มาเรียนๆๆๆๆๆๆ อย่างวัยประถมขึ้นไป&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;เพราะฉะนั้นการที่เพื่อนๆเรียนในทุกๆวันนี้ จะใช้การปั่นๆๆๆๆๆๆๆๆเข้าไปตอนเรียน ยัดๆๆๆๆๆเข้าไปตอนใกล้สอบ แล้วก็อ๊วกๆๆๆๆๆๆๆๆออกมา ตอนสอบ หรือจะใช้วิธีการอย่างไร ก็แล้วแต่เพื่อนๆเอง หรือจะนำวิธีคิดดีๆนี้ไปประยุกต์ใช้กันก็ได้นะ ตามสบายเลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;-----------------------------------------------------&lt;br /&gt;คราวหน้าจะนำวิธีคิดดีๆมาฝากอีก และจะเขียนให้อ่านสบายๆมากกว่านี้นะ ไปนอนแล้ววันนี้ เม้นต์ได้ทุกอย่างเลยนะ ^^&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3705894142663377154-4131567105690766611?l=yingwipawadee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/feeds/4131567105690766611/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3705894142663377154&amp;postID=4131567105690766611' title='7 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/4131567105690766611'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/4131567105690766611'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/2008/08/blog-post_16.html' title='เคยคิดเบื่อกับกระแสสังคมบ้างมั้ยล่ะ?'/><author><name>Ying</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09448462292546476819</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='18' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FAufozDhWqg/TJ5qW_otsrI/AAAAAAAAAcY/ZCpX9SuEGsA/S220/n1084230384_30377756_1003433.jpg'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3705894142663377154.post-7187953587627538335</id><published>2008-08-14T11:13:00.000-07:00</published><updated>2008-08-26T03:03:06.105-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรู้เท่าทัน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ท่าที'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเผชิญสิ่งรอบตัว'/><title type='text'>“วันนี้...อย่างน้อย...”</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;วันนี้แม่ดุ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่ายังมีแม่ที่คอยเป็นห่วงเป็นใยเราอยู่เสมอมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เพื่อนงอน อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าเพื่อนคนนี้ยังใส่ใจเราอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้อยู่ไทย เบื่อจัง ไม่มีงานการอะไรทำ อย่างน้อยเราก็ได้กินอาหารไทยอร่อยๆ เที่ยวเมืองไทยไม่ไปไม่ฮู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ยังอ้วนอยู่ อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องกลัวว่าเราจะผอมตาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ถ้ามีการบ้านเยอะ อย่างน้อยก็ยังดีกว่ามีการบ้านยาก &lt;ใช่ป่ะ?..&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ถ้ามีการบ้านยาก อย่างน้อยก็ยังดีกว่ามีการบ้านง่าย &lt;คิดเหมือนกัน??&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ถ้าการบ้านทั้งยากและเยอะ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีการบ้านให้ทำซะเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เหงาจัง ต้องอยู่บ้านคนเดียว อย่างน้อยเราก็ได้แหกปากร้องเกะ เปิดเพลงดังๆให้หูแตก โดยไม่มีใครมาบ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ฝนพร่ำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง และทำให้เห็นว่าว่าเวลาฟ้าใส มันสวยเพียงไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้มีกลุ่มผู้ประท้วงมากมาย อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่ากฎหมายของประเทศชาติเรายังคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ไม่อยากลุกจากที่นอนเลย ขี้เกียจมาก อย่างน้อยเมื่อเรารู้ว่าเรายังมีลมหายใจอยู่ เราก็ควรจะต้องตื่นเต้นที่ได้ทำงานหรือได้เรียน และใช้ชีวิตในวันนี้ต่อ และใช้ทุกลมหายใจให้คุ้มค่ามากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นความสุขความทุกข์ บางครั้ง มันก็อยู่ที่ "&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;ท่าที&lt;/span&gt;" ที่เราเผชิญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นและ "&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;การรู้เท่าทัน&lt;/span&gt;" อย่างมีสตินั่นแหล่ะ จะสามารถทำให้เราเปลี่ยนจากทุกข์เป็นสุขได้&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3705894142663377154-7187953587627538335?l=yingwipawadee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/feeds/7187953587627538335/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3705894142663377154&amp;postID=7187953587627538335' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/7187953587627538335'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/7187953587627538335'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/2008/08/blog-post_14.html' title='“วันนี้...อย่างน้อย...”'/><author><name>Ying</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09448462292546476819</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='18' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FAufozDhWqg/TJ5qW_otsrI/AAAAAAAAAcY/ZCpX9SuEGsA/S220/n1084230384_30377756_1003433.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3705894142663377154.post-8475671822544449995</id><published>2008-08-14T01:40:00.000-07:00</published><updated>2008-08-26T03:12:38.992-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เพลงโดนๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้อคิดจากเพลง'/><title type='text'>เพลงก้อนหินก้อนนั้น</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.myfirstsight.com/music/wma-files/Rose-KonHinKonNun.wma"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ก้อนหินก้อนนั้น&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt; - Rose&lt;br /&gt;ฟังเพลง คลิ๊กเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยมีใครสักคนได้บอกฉันมา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ว่าเวลาใครมาทำกับเรา ให้เจ็บช้ำใจ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ลองไปเก็บก้อนหินขึ้นมาสักอัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ถือมันอยู่อย่างนั้นและบีบมันไว้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;บีบให้แรงจนสุดแรง ให้มือทั้งมือมันเริ่มสั่น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ใครคนนั้นยิ้มให้ฉัน ถามว่าเจ็บมือใช่ไหม&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจถูกเขาทำร้าย &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เพราะใจเธอแบกรับมันเอง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ใครมาทำกับเธอให้เจ็บหัวใจ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ก็แค่ให้ก้อนหินก้อนนั้นให้เธอรับมา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เพียงเธอจับมันโยนให้ไกลสายตา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;หรือเธอปรารถนาจะเก็บมันไว้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;หากยิ่งยอมยิ่งแบกไป หัวใจของเธอก็ต้องสั่น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;หากยังทำตัวแบบนั้น ถามว่าปวดใจใช่ไหม&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจถูกเขาทำร้าย &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เพราะใจเธอแบกรับมันเอง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจถูกเขาทำร้าย &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เพราะใจเธอแบกรับมันเองถูกเขาทำร้าย &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เพราะใจเธอรับไว้เอง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3705894142663377154-8475671822544449995?l=yingwipawadee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/feeds/8475671822544449995/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3705894142663377154&amp;postID=8475671822544449995' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/8475671822544449995'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/8475671822544449995'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/2008/08/blog-post.html' title='เพลงก้อนหินก้อนนั้น'/><author><name>Ying</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09448462292546476819</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='18' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FAufozDhWqg/TJ5qW_otsrI/AAAAAAAAAcY/ZCpX9SuEGsA/S220/n1084230384_30377756_1003433.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3705894142663377154.post-8092031109868091955</id><published>2008-07-27T08:30:00.000-07:00</published><updated>2008-12-09T16:13:28.558-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความสุข'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จุดยืนของพระพุทธศาสนา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความทุกข์'/><title type='text'>ลองมาอ่านกันว่าคุณรู้จักความสุขและความทุกข์มากน้อยเพียงใด</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_FAufozDhWqg/SIyY5sjiP7I/AAAAAAAAAAM/JvXRBFe2kBM/s1600-h/305%2520Reversible%2520Happy%2520Sad%2520happy.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5227721384450473906" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_FAufozDhWqg/SIyY5sjiP7I/AAAAAAAAAAM/JvXRBFe2kBM/s320/305%2520Reversible%2520Happy%2520Sad%2520happy.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;(ย่อมาจากหนังสือชื่อ เมตตา จัดทำโดย วัดไร่ขิง อำเูภออารามหลวง จังหวัดนครปฐม)&lt;br /&gt;Europeanบางคนมัก&lt;strong&gt;เข้าใจผิด&lt;/strong&gt;ว่า พระพุทธศาสนาเป็นpessimism เพราะสอนให้คนมองโลกในแง่ร้าย ความเข้าใจผิดนี้เกิดขี้นในช่วงที่ยังไม่มีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาอังกฤษ นักปรัชญาชาวตะวันตกบางท่านอ่านวรรณคดีัพระพุทธศาสนาเพียงบางส่วนแล้วก็ด่วนสรุปว่า พระพุทธศาสนาสอนให้คนมองโลกในแง่ร้ายดังกรณีของนักปรัชญาชาวเยอรมันชื่อ โชเพนเฮาเออร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โชเพนเฮาเออร์กล่าวว่า “ทัศนะของเขาไม่ต่างจากพระพุทธศาสนาเพราะเขาคิดว่าชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์และความเบื่อหน่าย ที่ว่าชีวิตเป็นทุกข์เพราะต้องเผชิญความยากลำบากในการแสวงหาไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนา และที่ว่าชีวิตน่าเบื่อหน่ายก็เพราะว่าเมื่อได้สิ่งที่ปรารถนาแล้ว ความซ้ำซากจำเจก็แปรสภาพของสิ่งนั้นให้หมดคุณค่าและน่าเบื่อหน่ายโชเพนเฮาเออร์กล่าวว่า ดังนั้นชีวิตมนุษย์จึงเปรียบได้กับลูกตุ้มนาฬิกาที่แกว่งไปมาระหว่างความทุกข์และความเบื่อหน่าย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับว่าโชเพนเฮาเออร์สอนแบบมองโลกในแง่ร้ายจริงๆึิคือสอนว่าโลกมีแต่ความทุกข์และความเบื่อหน่าย ส่วนความสุขและความรื่นรมย์ ไม่มีอยู่ในโลกเลยแต่ว่าความจริงแล้ว พระพุทธศาสนา&lt;strong&gt;สอนต่าง&lt;/strong&gt;จากโชเพนเฮาเออร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้พระพุทธศาสนาจะยอมรับว่าโลกนี้มีส่วนที่เป็นความทุกข์และน่าเบื่อหน่ายจริงแต่กระนั้นโลกนี้ก็ยังมีส่วนที่เป็นความสุขและน่าอภิรมย์ ชีวิตมนุษย์เปรียบเหมือนลูกตุ้มนาฬิกาที่แกว่งไปมาระหว่าง &lt;strong&gt;&lt;em&gt;อัสสาทะ&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; คือ ส่วนดีเป็นรสอร่อยที่ชวนติดใจ และ &lt;strong&gt;&lt;em&gt;อาทีนวะ&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; คือ ส่วนเสียอันเป็นรสขมที่ชวนน่าเบื่อหน่าย นั่นหมายความว่า สิ่งต่างๆในโลกมีทั้งด้านดีและด้านเสีย คือมีทั้งคุณและโทษ พระพุทธศาสนาสอนให้คนมองทั้งสองด้าน ชาวพุทธที่แท้จึงไม่มองแต่ด้านดีอย่างเดียว และก็ไม่มองด้านเสียอย่างเดียว ชาวพุทธต้องมองโลกตามความเป็นจริง คือมองเห็นทั้งด้านดีด้านเสียของโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;อ่านเรื่องต่อไปนี้แล้วเราจะเข้าใจ&lt;strong&gt;จุดยืนของพระพุทธศาสนา&lt;/strong&gt;มากขี้น เรื่องมีอยู่ว่า&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เด็กคนหนึ่งถูกแม่ใช้ไปซื้อน้ำมันที่ตลาด เขาถือขวดเปล่าพร้่อมกับเงินค่าน้ำมันไปที่ร้านในตลาด เมื่อเด็กจ่ายเงินแล้ว เจ้าของร้านได้กรอกน้ำมันให้จนเต็มขวด เด็กถือน้ำมันนั้นเดินทางกลับบ้านระหว่างทางเด็กได้โยนขวดน้ำมันเล่น ขวดพลัดมือตกลงบนดิน น้ำมันหกไปครึ่งขวด เด็กรีบคว้่าขวดซึ่งมีน้ำมันเหลือครึ่งหนึ่งนั้นวิ่งร้องไห้ไปหาแม่ เขาสารภาพผิดกับแม่ว่า "ลูกไม่ดีเองที่ทำน้ำมันหกไปครึ่งขวด"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;สัปดาห์ต่อมา แม่ใช้ให้ลูกคนที่สองไปซื้อน้ำมันโดยส่งขวดเหล้าและเงินจำนวนเท่าเดิมให้ลูกไปตลาดปรากฏว่าเด็กคนนี้ซื้อน้ำมันได้เต็มขวด ระหว่างทางเด็กคนนี้ได้โยนขวดน้ำมันเล่น ขวดพลัดมือตกลงบนพื้นดิน น้ำมันหกไปครึ่งขวดเหมือนกัน เด็กคว้าน้ำมันที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งนั้นวิ่งกลับไปหาแม่ เขาหัวเราะร่าเริงและบอกกับแม่ว่า "ลูกทำขวดน้ำมันตกลงไป แต่ด้วยความไวของลูกทำให้คว้าขวดขี้นมาได้ทัน จึงเหลือน้ำมันครึ่งขวด ถ้าลูกช้ากว่านี้น้ำมันคงหกหมดขวดแน่ๆ"&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เด็กคนแรกร้องไห้เพราะเขามองน้ำมันที่ขาดหายไปครึ่งขวด เด็กคนที่สองหัวเราะเพราะเขามองน้ำมันที่เหลืออยู่ครึ่งขวด เด็กคนแรกเปรียบเสมือนคนที่มองโลกในแง่ร้าย ส่วนคนที่สองเปรียบเสมือนคนที่มองโลกในแง่ดี และยังมีเด็กคนที่สาม...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;&lt;span style="color:#ff9966;"&gt;สัปดาห์ต่อมา แม่ใช้ลูกคนที่สามไปซื้อน้ำมันในตลาด เหตุการณ์เป็นไปทำนองเดียวกัน คือเด็กคนนี้ทำขวดน้ำมันตกลงบนพื้นดิน น้ำมันหกออกไปครึ่งขวดเขาคว้าขวดที่มีน้ำมันเหลืออยู่ครึ่งหนึ่งนั้นวิ่งกลับบ้าน เขาหัวเราะร่าเริงเมื่อบอกกับแม่ว่า "ลูกทำน้ำมันหกไปครึ่งขวด แต่น้ำมันเหลืออยู่ครึ่งขวด ไม่เป็นอะไรนะแม่ พอดีลูกไปรับจ้างทำงานที่ตลาดไว้ เมื่อได้เงินค่าจ้างแล้ว ลูกจะเอาเงินไปซื้อน้ำมันอีกครึ่งขวดทดแทนน้ำมันที่หกไป"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เด็กคนที่สามมองน้ำมันทั้งในส่วนที่ขาดหายไปและส่วนที่เหลืออยู่ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยการทำงานรับจ้างหาเงินมาซื้อน้ำมันในส่วนที่ขาดหายไปเด็กคนที่สามนี้เปรียบเสมือนคนที่มีโลกทัศน์แบบชาวพุทธที่มองโลกตามความเป็นจริง และแสวงหานิสสรณะ คือทางออกจากปัญหาด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปคือว่้าพระพุทธศาสนาเป็นสัจนิยมที่มองโลกตามความเป็นจริง คือมีทั้งสุขและทุกข์ ดังปรากฏในโลกธรรม ๘ ประการที่ว่า มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์เราอยู่ในโลก จึงประสบทั้งสุขและทุกข์ ดังสุำภาษิตอุทานธรรมที่ว่า &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;สุขและทุกข์ มีอยู่ คู่กับโลก&lt;br /&gt;จะย้ายโยก แห่งหน ตำบลไหน&lt;br /&gt;จะสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ช่างเป็นไร&lt;br /&gt;จะทำใจ ให้เศร้า ไม่เข้าการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปแล้วความทุกข์หรือความสุขมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าเราเลือกที่จะมองแบบใด อย่างรูปข้างบนนี้ บางคนมองเป็นคนยิ้ม หัวเราะ บางคนมองเป็นคนร้องไห้ หน้ากากผี ตีนกา ความจริงเป็นเช่นไรก็ไม่มีใครรู้ มันขึ้นอยู่กับว่าตัวจริงของคุณเองหน่ะเป็นเช่นไร&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3705894142663377154-8092031109868091955?l=yingwipawadee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/feeds/8092031109868091955/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3705894142663377154&amp;postID=8092031109868091955' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/8092031109868091955'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3705894142663377154/posts/default/8092031109868091955'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://yingwipawadee.blogspot.com/2008/07/blog-post.html' title='ลองมาอ่านกันว่าคุณรู้จักความสุขและความทุกข์มากน้อยเพียงใด'/><author><name>Ying</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09448462292546476819</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='18' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FAufozDhWqg/TJ5qW_otsrI/AAAAAAAAAcY/ZCpX9SuEGsA/S220/n1084230384_30377756_1003433.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_FAufozDhWqg/SIyY5sjiP7I/AAAAAAAAAAM/JvXRBFe2kBM/s72-c/305%2520Reversible%2520Happy%2520Sad%2520happy.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry></feed>
