สมาธิ คือ ความสงบ สบาย และความรู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่งที่มนุษย์สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่พระพุทธศาสนากำหนดเอาไว้เป็นข้อควรปฏิบัติ เพื่อการดำรงชีวิตทุกวันอย่างเป็นสุข ไม่ประมาท เต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะและปัญญา
หลวงพ่อธัมมชโย เทศนาว่า "การทำสมาธิคือการทำใจให้หยุดนิ่ง อยู่ภายในกลางกายของเรา หรือการดึงใจกลับเข้ามาสู่ภายใน อยู่กับเนื้อกับตัวของเราในอารมณ์ที่สบาย เป็นการดึงใจที่ซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆในความคิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ธุรกิจการงาน การศึกษาเล่าเรียน เรื่องสนุกสนานเฮฮา หรือเรื่องนอกเหนือจากนั้นก็ตาม"
และหลวงพี่ที่ไปเป็นพระพี่เลี้ยงในค่ายสมาธิ ท่านก็ได้สอนว่าขณะนั่งสมาธิ ใจ จะกลับไปอยู่ ณ ศูนย์กลางกายอีกครั้ง ซึ่งตามปกติแล้ว ใจ จะไม่หยุดนิ่ง แต่จะมี 4 เวลาเท่านั้นที่ ใจ จะกลับไปอยู่ ณ ศูนย์กลางกายโดยอัตโนมัติ 1 คือ ตอนเกิด 2 คือ ตอนก่อนตาย 3 คือ ตอนกำลังจะหลับ 4 คือ ตอนตื่นใหม่ๆ เท่านั้น และการนั่งสมาธิจะทำให้เรามีจิตใจที่สงบและมีความสุขที่แท้จริง

______________________________________________________________
The Science of Meditation จาก Time Magazine
ในสหรัฐอเมริกาคนอเมริกันนับสิบล้านคนนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ เป็นสองเท่าของสิบปีก่อน สถานที่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกา เช่น ที่นิวยอร์คก็เปลี่ยนเป็นที่นั่งสมาธิหลายแห่ง จนคนเรียกย่านนั้นว่าย่านชาวพุทธ (สำหรับเราเอง ตอนเรียนที่Miss Porter's เค้าก็ให้นั่งสมาธิก่อนเข้าคลาสเรียนทุกเช้า) นักกฏหมาย นักธุรกิจ ดาราภาพยนตร์ต่างก็นั่งสมาธิ แม้แต่นักโทษในคุกก็มีห้องนั่งสมาธิ ผู้พ้นโทษมาแล้วจะกลับเข้าคุกน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้นั่ง ฮิลลารี่ คลินตัน ก็ยังพูดถึงสมาธิ และอัล กอร์ ก็นั่งสมาธิด้วย จนทำให้คนไม่เชื่อเรื่องสมาธิกลายเป็นคนกลุ่มน้อยในสหรัฐฯไปแล้ว คนเหล่านี้นั่งสมาธิเพราะสมาธิทำให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย สุขภาพดีขึ้น ชีวิตดีขึ้น ทำให้สร้างความสามัคคีปรองดองให้เกิดขึ้น
การนั่งสมาธิทำให้ร่างกายมีสภาวะเหมือนก่อนจะหลับ แต่ไม่ได้หลับ มีสติรู้ตัวอยู่เสมอ และทำให้จิตใจสดชื่นแจ่มใส สมาธิยังช่วยกำจัดความขัดแย้งภายในจิตใจ ทำให้ในอยู่นิ่งท่ามกลางความสับสนวุ่นวายว่าจะทำอย่างไรดี เมื่อใจอยู่นิ่งแล้วจะทำให้เข้าใจสถานการณ์ต่างๆได้ดีขึ้น ยอมรับมันด้วยความสงบและมีความสุขมากขึ้น
แพทย์แห่งมหาลัยฮาร์วาร์ดแนะนำให้คนไข้นั่งสมาธิเป็นประจำและสม่ำเสมอมากขึ้น เพราะผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์จากการสแกนคลื่นสมองพบว่าสมองจะมีระบบปิดกั้นเรื่องราวต่างๆไม่ให้เข้ามา และไม่ส่งเรื่องเข้าไปย่อยในส่วนลึกของเนื้อสมองอย่างเคย แต่ทำให้ระบบลิมบิคซึ่งเป็นส่วนควบคุมทางด้านอารมณ์และความจำดีขึ้น ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ ลมหายใจ และการเผาผลาญในร่างกายเป็นปรกติ
สมาธิจะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้มากขึ้น สามารถรักษาโรคร้ายแรง โรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เอดส์ มะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคใจสั่น สมาธิยังรักษาจิตใจที่ปั่นป่วนกดดัน สมาธิสั้น วุ่นวาย ไม่อยู่นิ่งอีกด้วย
เห็นประโยชน์ของการนั่งสมาธิแบบนี้แล้ว บางคนอาจจะอยากนั่งสมาธิขึ้นมา เรามาดูวิธีการฝึกสมาธิเบื้องต้นกันเลยล่ะกัน

1. กราบบูชาพระรัตนตรัย เป็นการเตรียมตัวเตรียมใจให้นุ่มนวล แล้วสมาทานศีล 5 หรือ ศีล 8 เพื่อย้ำในความมั่นคงของคุณธรรมของตนเอง
2. คุกเข่าหรือนั่งพับเพียบสบายๆ ระลึกถึงความดี ที่ได้ทำไปแล้วในวันนี้ ในอดีต และที่ตั้งใจจะทำต่อไปในอนาคต จนราวกับว่าร่างกายทั้งหมดประกอบขึ้นด้วยธาตุแห่งคุณงามความดีล้วนๆ
3. นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดหัวแม่มือข้างซ้าย นั่งให้อยู่ในท่าที่พอดี ไม่ฝืนร่างกายมากเกินไป ไม่เกร็ง แต่อย่าให้หลังโค้งงอ หลับตาสบายๆ ไม่บีบกล้ามเนื้อตาหรือขมวดคิ้ว แล้วตั้งใจมั่น วางอารมณ์สบายๆ สร้างความรู้สึกให้พร้อมทั้งกายและใจว่ากำลังจะเข้าไปสู่ภาวะแห่งความสงบสบายอย่างยิ่ง
4. กำหนดนิมิตเป็น ดวงแก้วกลมใส นึกเหมือนว่าดวงแก้วนั้นมานิ่งสนิทอยู่ ณ ศูนย์กลางกาย นึกไปภาวนาไปอย่างนุ่มนวลเป็นพุทธานุสติว่า "สัมมา อะระหัง" หรือค่อยๆน้อมนึกถึงดวงแก้วกลมใสค่อยๆเคลื่อนเข้ามาสู่ศูนย์กลางกาย น้อมนึกอย่างสบายๆ ใจเย็นๆ ไปพร้อมกับคำภาวนา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น